นักเศรษฐศาสตร์ ห่วงเงินเฟ้อพุ่ง เตือนลามกระทบ Core Inflation
KEY POINTS :
* นักเศรษฐศาสตร์ชี้ เงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็วและสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก ซึ่งเป็นสัญญาณน่ากังวลว่าอาจพุ่งเกิน 3% เร็วกว่าที่ประเมินไว้
* ห่วงว่าแรงกดดันด้านราคาพลังงานและอาหารจะลุกลามไปยัง "เงินเฟ้อพื้นฐาน"
* หวั่นเกิด ปรากฏการณ์ "Shrinkflation" ลดปริมาณสินค้าแต่ราคาเท่าเดิม จากแรงกดดันเงินเฟ้อแฝงที่กระทบค่าครองชีพผู้บริโภค
* จับตามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐอาจสร้างแรงกดดันเงินเฟ้อฝั่งอุปสงค์เพิ่ม
ล่าสุด สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของไทย หรือเงินเฟ้อเดือน เม.ย.2569 เท่ากับ 103.03 ทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปสูงขึ้น 2.89%สูงสุดรอบ38 เดือน
ดร.อมรเทพ จาวะลาผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย(CIMBT) กล่าวว่า จากเงินเฟ้อเดือนเม.ย. ที่ออกมาถือว่าสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก และเงินเฟ้อถือว่าอยู่ในภาวะที่ไม่ปกติ ต้องติดตามพัฒนาการแบบเดือนต่อเดือน เมื่อประเมินภาพเงินเฟ้อที่ชัดเจนมากขึ้น
โดยหากดูเงินเฟ้อเดือนก่อนหน้า พบว่าขยายตัวเพียง 0.6% จากเดือนก่อนหน้า แต่ล่าสุดเงินเฟ้อมาอยู่ที่ 2.8% สะท้อนให้เห็นถึงการเร่งตัวอย่างมีนัยสำคัญในช่วงเวลาสั้นๆ ที่ถือเป็นสัญญาณที่น่ากังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อในระยะข้างหน้า
“จากข้อมูลล่าสุดทำให้เห็นว่าแรงกดดันด้านราคากำลังเร่งตัวขึ้นค่อนข้างแรง โดยประเมินว่าช่วงพ.ค.หรือระยะข้างหน้ายังมีความเป็นไปได้ที่เงินเฟ้อจะปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลมาจากโครงสร้างตะกร้าเงินเฟ้อของไทยที่มีสัดส่วนสูงในหมวดการขนส่งและอาหาร ที่มีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปสูงต่อเนื่อง ยิ่งช่วงที่มีต้นทุนพลังงานสูงขึ้นจะยิ่งส่งผ่านไปสู่หลายสินค้าและผลักดันให้ราคาขึ้นกระจายตัวไปในหลายหมวดสินค้าในระยะข้างหน้าต่อเนื่อง”
จับตาเงินเฟ้อพุ่งลามกระทบเงินเฟ้อพื้นฐาน :
ดังนั้นจำเป็นต้องติดตามต่อไปว่า การปรับขึ้นของเงินเฟ้อทั่วไปจะส่งผลต่อ เงินเฟ้อพื้นฐาน หรือ Core Inflation มากน้อยเพียงใด เนื่องจากเงินเฟ้อพื้นฐานเป็นตัวชี้วัดที่ตัดผลกระทบจากอาหารสดและพลังงานออก โดยปกติจะสะท้อนแรงกดดันด้านราคาที่แท้จริงในระบบเศรษฐกิจได้ดีกว่า
แต่จากการประเมินเบื้องต้น มองว่ามีความเป็นไปได้ว่าในระยะต่อไปจะเริ่มเห็นราคาสินค้าอื่นๆปรับตัวสูงขึ้นตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป เช่น สบู่ แชมพู เสื้อผ้า รองเท้า รวมถึงบริการต่างๆที่ต้องพึ่งพาการขนส่งและต้นทุนพลังงาน และเมื่อค่าใช้จ่ายเหล่านี้เพิ่มขึ้น ผู้ประกอบการย่อมมีแรงจูงใจในการปรับราคาสินค้าและบริการเพื่อสะท้อนต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอีก
ซึ่งการเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อ หากอยู่ในภาวะที่เศรษฐกิจปกติ เมื่อเศรษฐกิจเติบโตดี ผู้ประกอบการสามารถส่งผ่านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไปยังผู้บริโภคได้ค่อนข้างเต็มที่ แต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน การปรับขึ้นราคาสินค้าไม่สามารถทำได้ง่าย เนื่องจากกำลังซื้อของผู้บริโภคยังอ่อนแอ และพฤติกรรมการใช้จ่ายมีความระมัดระวังมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
จึงเป็นเหตุให้ภาครัฐต้องออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อพยุงการใช้จ่ายของประชาชน เพราะเห็นว่าผู้บริโภคจำนวนมากเริ่ม “รัดเข็มขัด” และลดการใช้จ่ายลงแล้ว ด้านผู้ประกอบการ โดยเฉพาะผู้ค้ารายย่อยหรือกลุ่มเอสเอ็มอี จึงมีข้อจำกัดในการปรับราคาสินค้า เพราะหากปรับขึ้นราคาอาจกระทบต่อยอดขายโดยตรง
อีกประเด็นที่น่ากังวล ที่สะท้อนการเพิ่มขึ้นของต้นทุนแล้ว แม้ราคาไม่ปรับตัวเพิ่มขึ้นคือ ปรากฏการณ์ “shrinkflation” หรือการที่สินค้ามีราคาเท่าเดิมแต่ปริมาณลดลง
ซึ่งเป็นอีกหนึ่งรูปแบบของการปรับตัวของผู้ประกอบการภายใต้ภาวะต้นทุนที่สูงขึ้น โดยผู้บริโภคอาจไม่เห็นการปรับขึ้นราคาโดยตรง แต่ได้รับสินค้าในปริมาณที่น้อยลง ซึ่งถือเป็นอีกมิติหนึ่งของแรงกดดันเงินเฟ้อที่ไม่ได้สะท้อนในตัวเลขอย่างชัดเจน
คาดเงินเฟ้อพุ่งเร็วกว่าคาดเกิน3%ตั้งแต่ไตรมาส 2 :
สำหรับแนวโน้มเงินเฟ้อในระยะข้างหน้า แม้จะยังไม่มีการปรับประมาณกาณณ์เงินเฟ้ออย่างเป็นทางการ แต่เชื่อว่าเงินเฟ้อมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นเกินระดับ 3% ได้เดิมคาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงไตรมาส 3 ถึงไตรมาส 4 ของปี ซึ่งอาจเห็นได้เร็วขึ้นในไตรมาส2ปีนี้
“มีความเป็นไปได้ที่เงินเฟ้อจะเร่งตัวขึ้นเร็วกว่าที่คาด และอาจอยู่ในระดับที่สูงกว่า 3%ในบางช่วงของปี ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองของแบงก์ชาติที่มองเงินเฟ้อในปีนี้อาจมีบางช่วงที่เกินกรอบเป้าหมายด้านบนได้”
แต่อย่างไรก็ตาม แม้เงินเฟ้อจะมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้น แต่เชื่อว่าเป็นปัจจัยเพียงชั่วคราว เนื่องจากมีสาเหตุหลักมาจากการปรับขึ้นของราคาพลังงาน โดยเฉพาะน้ำมัน ซึ่งเป็นปัจจัยภายนอกที่มีความผันผวน และไม่ได้สะท้อนแรงกดดันเชิงโครงสร้างในระบบเศรษฐกิจ
และยังไม่เห็นสัญญาณของการเกิดวงจรค่าจ้าง-ราคา หรือ wage-price spiral ซึ่งเป็นภาวะที่ค่าแรงเพิ่มขึ้นและผลักดันให้ราคาสินค้าเพิ่มขึ้นตามอย่างต่อเนื่อง เพราะยังไม่มีการปรับขึ้นค่าแรงในระดับที่ทำให้เกิดแรงกดดันเงินเฟ้อในระยะยาว
ดังนั้นจากเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นชั่วคราว มองว่ายังไม่มีความจำเป็นที่ต้องปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินในทันที เพื่อควบคุมความคาดหวังเงินเฟ้อ เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อในรอบนี้ยังมีคำอธิบายจากปัจจัยด้านต้นทุนเป็นหลัก และยังไม่ลุกลามไปสู่แรงกดดันด้านอุปสงค์ในวงกว้าง
หวั่นมาตรการกระตุ้นศก.ดึงเงินเฟ้อพุ่ง :
แต่สิ่งที่ห่วง และต้องติดตามใกล้ชิดคือ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทางการคลัง โดยเฉพาะแผนการกู้เงินขนาดใหญ่ ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงสมมติฐานเดิมเกี่ยวกับทิศทางเงินเฟ้อได้ เพราะบางมาตรการอาจไปเร่งให้เกิดแรงกระตุ้นด้านอุปสงค์ หรือ demand-pull inflationได้
เนื่องจากก่อนหน้านี้ การคาดการณ์เงินเฟ้อไม่ได้รวมผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทางการคลัง ทำให้ภาพรวมเงินเฟ้อถูกมองว่าเป็นแรงกดดันจากฝั่งอุปทานเป็นหลัก แต่หากมีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบมากขึ้น อาจทำให้เกิดแรงกดดันจากฝั่งอุปสงค์เพิ่มขึ้น และส่งผลต่อการคาดการณ์เงินเฟ้อในอนาคต
ในกรณีนี้ การวิเคราะห์เงินเฟ้อจึงต้องนำปัจจัยใหม่เข้ามาพิจารณาเพิ่มเติม และอาจต้องมีการศึกษาผลกระทบต่อระดับราคาสินค้าและบริการอย่างละเอียดมากขึ้น เนื่องจากการผสมผสานของแรงกดดันทั้งฝั่งอุปทานและอุปสงค์อาจทำให้เงินเฟ้อมีความซับซ้อนมากขึ้น
“หากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมีขนาดใหญ่เพียงพอ ก็มีความเป็นไปได้ที่ราคาสินค้าและบริการจะเริ่มปรับตัวสูงขึ้นมากขึ้น ซึ่งในด้านหนึ่งถือเป็นผลดีต่อผู้ประกอบการที่สามารถสะท้อนต้นทุนได้ดีขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่งอาจเพิ่มภาระค่าครองชีพให้กับผู้บริโภค”
โดยรวมแล้ว รอบนี้มีความเสี่ยงจากเงินเฟ้อเป็นสิ่งที่ต้องระวังมากขึ้น เนื่องจากมีปัจจัยใหม่เข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งในด้านนโยบายการคลังและความผันผวนของราคาพลังงาน ทำให้ทิศทางเงินเฟ้อในระยะข้างหน้ามีความไม่แน่นอนสูง และจำเป็นต้องติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิดต่อไป
เงินเฟ้อจ่อแตะ4-5%บางช่วงปีนี้ :
นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า อัตราเงินเฟ้อที่ออกมาในระยะล่าสุด ไม่ได้สูงเกินกว่าที่ประเมินไว้ โดยยังถือว่าอยู่ในกรอบประมาณการล่าสุดที่คาดว่าทั้งปีจะอยู่ราว 3% ถึง 3.4% เนื่องจากล่าสุดเพิ่งมีการปรับประมาณการณ์เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น หลังราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น จากผลของสงคราม
ทั้งนี้หากดูตัวเลขเงินเฟ้อในช่วงเดือนก่อนหน้า โดยเฉพาะเดือนมี.ค.ถือว่าอยู่ในระดับต่ำกว่าปกติ เนื่องจากมีการพยุงราคาไว้ในบางส่วน
ดังนั้นเมื่อแรงกดดังกล่าวคลี่คลายลง ตัวเลขเงินเฟ้อจึงปรับตัวสูงขึ้นมากและยอมรับว่า เงินเฟ้อที่ขึ้นมาแตะระดับสูงสุดในรอบ 38 เดือนถือ่าน่าห่วง แม้จะไม่สูงเท่ากับวิกฤติในอดีต เช่นตอนเกิดสงครามยูเครนและรัสเซีย ที่เงินเฟ้อเคยขึ้นไป5-6% แต่ระดับปัจจุบันยังถือว่าอยู่ในระดับสูงกว่าที่ประเมินในระดับก่อนหน้า จึงนำมาสู่การปรับตัวเลขเงินเฟ้อสูงขึ้น
“มองว่าในช่วง 2-3 เดือนข้างหน้า อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง จากแรงกดดันด้านต้นทุน โดยเฉพาะราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ แต่เมื่อพิจารณาค่าเฉลี่ยทั้งปี ซึ่งในช่วง 3-4 เดือนแรกยังอยู่ใกล้ศูนย์หรือติดลบ ทำให้ค่าเฉลี่ยทั้งปีน่าจะยังอยู่ในระดับประมาณ 3.4% จากระดับเดิมที่มองไว้ใกล้ 0% แม้จะมีความเป็นไปได้ที่ตัวเลขรายเดือนแบบปีต่อปีอาจขยับไปแตะระดับ 4-5% ในบางช่วงได้”
โดยปัจจัยสำคัญที่อาจผลักดันเงินเฟ้อให้สูงขึ้นมาจากการปรับขึ้นราคาสินค้าในหลายหมวด ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมัน อาหาร หรือปัจจัยการผลิตอย่างปุ๋ย ซึ่งล้วนเป็นต้นทุนสำคัญที่ส่งผ่านไปยังราคาสินค้าผู้บริโภค และจะสะท้อนผ่านดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI)ในระยะต่อไป
ในแง่ของผลกระทบ จากเงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้นย่อมสร้างความกังวล โดยเฉพาะในด้านค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลต่อความเป็นอยู่ของประชาชน อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาในเชิงเศรษฐศาสตร์โดยรวม ยังไม่ถือว่าอยู่ในระดับวิกฤต เมื่อเทียบกับหลายประเทศที่เผชิญเงินเฟ้อในระดับ 6-7% ขึ้นไป
ทั้งนี้มองว่าในสถานการณ์ปัจจุบัน ผู้บริโภคยังสามารถปรับตัวได้ เช่น การลดการใช้จ่ายบางประเภท ลดการเดินทาง หรือการบริโภคสินค้าบางอย่างให้น้อยลง ซึ่งเป็นกลไกการปรับตัวตามธรรมชาติของเศรษฐกิจ ดังนั้นแม้จะมีแรงกดดัน แต่ยังไม่ถึงขั้นที่ประชาชนจะไม่สามารถดำรงชีวิตได้
ติดตามความเสี่ยงจากเงินเฟ้อเพิ่ม :
อย่างไรก็ตาม ที่น่ากังวลในระยะข้างหน้า ที่ต้องติดตามใกล้ชิดคือความเสี่ยงด้านอัพไซด์ของเงินเฟ้อ โดยเฉพาะจากต้นทุนด้านการเกษตร เช่น ปุ๋ยและอาหาร รวมถึงปัจจัยด้านสภาพอากาศอย่างภัยแล้งในช่วงปลายปี ซึ่งอาจเป็นแรงผลักดันเพิ่มเติมให้ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้นกว่าที่คาดการณ์ไว้ได้
ที่มา กรุงเทพธุรกิจ
วันที่ 7 พฤษภาคม 2569

