วิกฤตพลังงานโลกหนุนการลงทุนสีเขียว CKPower ปิดดีล Green Bond รับโจทย์ความมั่นคงพลังงาน
ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน “พลังงาน” กลายเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดเสถียรภาพและทิศทางการเติบโตของประเทศต่างๆ ทั่วโลก แต่ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง ได้ส่งแรงกระเพื่อมไปยังตลาดพลังงานโลกอย่างรุนแรง จนทำให้ราคาน้ำมันและต้นทุนพลังงานผันผวนอย่างมีนัยสำคัญ วิกฤตการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของระบบพลังงานที่ยังต้องพึ่งพาเชื้อเพลิงจากฟอสซิล ขณะเดียวกันก็กลายเป็นตัวเร่งสำคัญที่ผลักดันให้ทั่วโลกหันมาสนใจ “พลังงานหมุนเวียน” มากยิ่งขึ้น และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการได้แสดงบทบาทเชิงรุกในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านพลังงานสู่อนาคตที่ยั่งยืน

วิกฤตพลังงานโลกเขย่าเศรษฐกิจไทย :
สถานการณ์พลังงานโลกในปัจจุบันกำลังถูกขับเคลื่อนด้วยปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นแหล่งผลิตและลำเลียงน้ำมันแหล่งสำคัญของโลก จากรายงานขององค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุว่า เส้นทางลำเลียงน้ำมันสำคัญของโลกอย่าง “ช่องแคบฮอร์มุซ” มีปริมาณการขนส่งสูงถึง 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็น 25% ของการค้าน้ำมันทางทะเลทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งในอิหร่านที่ปะทุขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อตลาดพลังงาน ส่งผลให้ราคาน้ำมันผันผวนและเพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อในหลายประเทศ
สำหรับประเทศไทย ผลกระทบดังกล่าวสะท้อนผ่านแนวโน้มเศรษฐกิจที่ชะลอตัว โดยรายงานของ East Asia and the Pacific (EAP) ประเมินว่า GDP ไทยมีแนวโน้มปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากยังพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันในสัดส่วนสูง ทำให้ต้นทุนพลังงานภายในประเทศอ่อนไหวต่อสถานการณ์โลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“พลังงานหมุนเวียน” ทางรอดใหม่ของระบบพลังงาน :
ท่ามกลางความผันผวนของตลาดพลังงานและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ พลังงานหมุนเวียนได้ก้าวขึ้นมาเป็น “ทางรอดเชิงโครงสร้าง” ของระบบพลังงานโลก และกลับมาเป็นที่จับตามองอีกครั้ง จากรายงานของ World Economic Forum (WEF) ระบุว่า การลงทุนในพลังงานสะอาดมีบทบาทสำคัญในการเสริมความมั่นคงพลังงาน โดยช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลที่มีความผันผวนสูง และเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับระบบพลังงานในระยะยาว นอกจากนี้ ยังช่วยลดต้นทุนจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
สำหรับประเทศไทย นโยบายด้านพลังงานได้ปรับตัวไปในทิศทางเดียวกัน ภายใต้ ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า ที่ตั้งเป้าเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนอีกประมาณ 17,000 เมกะวัตต์ ภายในปี 2573 และเพิ่มเป็น 53,000 เมกะวัตต์ ภายในปี 2580 เพื่อยกระดับสัดส่วนพลังงานสะอาดในระบบไฟฟ้าอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งแนวทางดังกล่าวไม่เพียงช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศสู่เป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะยาว
CKPower กับบทบาทขับเคลื่อนพลังงานสะอาดของไทย :
จากสถานการณ์การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานทั่วโลก CKPower ถือเป็นหนึ่งในผู้เล่นสำคัญที่มีบทบาทเชิงรุกในการขับเคลื่อนพลังงานหมุนเวียน เนื่องจากเป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานหลากหลายประเภท ทั้งพลังงานน้ำ พลังความร้อนร่วม และพลังงานแสงอาทิตย์ โดยมีกำลังการผลิตติดตั้งรวม 3,640 เมกะวัตต์ และมีสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนสูงถึงร้อยละ 93% ของกำลังการผลิตทั้งหมด

โดยในปี 2568 โรงไฟฟ้าในกลุ่มบริษัทสามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนได้มากกว่า 10 ล้านเมกะวัตต์ – ชั่วโมง (MWh) หรือคิดเป็นร้อยละ 17% ของไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่ใช้ในประเทศ พร้อมทั้งช่วยหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 5.34 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพและความมุ่งมั่นในการเป็นหนึ่งในผู้นำด้านการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค และเป็นกลไกสำคัญของประเทศในการลดคาร์บอน นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังตั้งเป้าหมายในการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนให้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 95% ภายในปี 2586 เพื่อก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านพลังงานสะอาดในภูมิภาคอย่างเต็มรูปแบบ
ปิดดีลหุ้นกู้สีเขียว เสริมศักยภาพธุรกิจ – ต่อยอดความยั่งยืน :
เมื่อวันที่ 27-29 เมษายนที่ผ่านมา CKPower หนึ่งในผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคและมีคาร์บอนฟุตพรินต์ที่ต่ำที่สุดรายหนึ่ง ได้ประสบความสำเร็จในการเสนอขาย หุ้นกู้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (Green Debentures) ประเภทไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีประกัน และมีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ จำนวน 3 ชุด มูลค่ารวม 5,000 ล้านบาท โดยมียอดจองเกินวงเงินที่เสนอขายมากกว่า 2 เท่า ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพการดำเนินธุรกิจและทิศทางการเติบโตของบริษัท ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก
สำหรับเงินที่ได้รับจากการเสนอขายหุ้นกู้ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำหลวงพระบาง ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้าง โดยโครงการดังกล่าวมีบทบาทสำคัญในการเสริมความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศไทย และรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นในอนาคต พร้อมทั้งสนับสนุนการเชื่อมโยงโครงข่ายพลังงานในระดับภูมิภาค ซึ่งความสำเร็จในครั้งนี้ยังตอกย้ำบทบาทของ CKPower ในฐานะผู้ออก Green Bond ที่เชื่อมโยงการระดมทุนเข้ากับการพัฒนาโครงการพลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม
นอกจากนี้ ในระยะยาวการระดมทุนผ่านเครื่องมือทางการเงินสีเขียวดังกล่าว ไม่เพียงช่วยเสริมศักยภาพทางธุรกิจ แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสู่ความยั่งยืน ลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล และสร้างภูมิคุ้มกันต่อความผันผวนของตลาดพลังงานโลก ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า วิกฤตพลังงานในปัจจุบันกำลังกลายเป็นโอกาสสำคัญในการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบพลังงานแห่งอนาคต
ที่มา ประชาชาติธุรกิจ
วันที่ 15 พฤษภาคม 2569

