สำรวจ ‘เบร็กซิต’ ผ่านไป 10 ปีเศรษฐกิจอ่อนแรง-การเมืองปั่นป่วน
ผ่านไป 10 ปีแล้ว สำหรับการที่สหราชอาณาจักรถอนตัวจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) หรือที่เรียกว่า “เบร็กซิต” (Brexit) ซึ่งส่งคลื่น “สั่นสะเทือน” ไปทั่วยุโรป จนทำให้เกิดความกังวลว่าอียูจะยังสามารถตั้งมั่นอยู่ได้หรือไม่ จะมีสมาชิกชาติอื่นเอาอย่างสหราชอาณาจักรไหม
วันที่ 23 มิถุนายน 2016 ชาวอังกฤษลงประชามติด้วยคะแนน 51.89% ออกจากสหภาพยุโรป ซึ่งถือว่าฝ่ายที่ต้องการให้ออกชนะไปเพียงเฉียดฉิวเท่านั้น นับเป็นการลงประชามติที่สร้างความแตกแยกมากที่สุดครั้งหนึ่งของประเทศ ส่งผลให้ เดวิด คาเมรอน นายกรัฐมนตรีอังกฤษในขณะนั้นซึ่งรณรงค์ให้ “อยู่ต่อ” กับอียู ลาออกทันที
การจัดให้มีประชามติเกี่ยวกับการออกหรืออยู่ต่อกับอียู เป็นผลมาจากการที่ประชาชนส่วนหนึ่งเรียกร้องให้ออกจากอียู เพราะเห็นว่าการเป็นสมาชิกอียู ทำให้อังกฤษขาด “อำนาจอธิปไตย” ของตัวเองในการตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแรงงานที่หลั่งไหลเข้ามาในอังกฤษมาก ซึ่งถูกมองว่าเข้ามาแย่งงาน
นอกจากนั้นค่าเงินบำรุงสมาชิกอียูที่อังกฤษจ่ายค่อนข้างสูง ไม่ได้รับผลตอบแทนกลับมาคุ้มค่า
อีกทั้งยังมีประเด็นด้านเศรษฐกิจและการค้าที่ชาวอังกฤษจำนวนไม่น้อยเห็นว่า การอยู่ภายใต้อียูทำให้ขาดอิสระในการเจรจาและทำข้อตกลงการค้ากับประเทศต่าง ๆ
หลังจากมีมติให้ออกจากอียู ความวุ่นวายก็ตามมาอีกเกือบ 4 ปี เพราะต้องจัดทำรายละเอียด “กระบวนการ” ออกจากอียู ซึ่งต้องทำข้อเสนอให้เป็นที่พอใจของทั้งอียูและชาวอังกฤษ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย กว่าจะแล้วเสร็จและออกจากอียูได้อย่างสมบูรณ์ ก็วันที่ 30 มกราคม 2020
ซีเอ็นบีซีได้แจกแจงออกมาให้เห็นว่า 10 ปีหลังจากเบร็กซิต ได้ส่งผลต่อการเมืองและเศรษฐกิจของสหราชอาณาจักรอย่างไรบ้าง
✅ ผลต่อเศรษฐกิจ :
เศรษฐกิจส่วนใหญ่ของสหราชอาณาจักร ไม่บูมตามที่คาดหวังหลังเบร็กซิต โดย นิโคลัส บลูม อาจารย์มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ประเมินว่า การออกจากอียู ทำให้จีดีพีสหราชอาณาจักรลดลง 6-8% เมื่อนับถึงปลายปี 2025 และเติบโตไล่ไม่ทันเศรษฐกิจโลก ซึ่งถึงแม้จะเกิดจากสาเหตุผสมผสาน แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ากระบวนการออกจากอียู ที่ใช้เวลา “ยืดเยื้อ” ยาวนาน ทำให้เกิดการจัดสรรทรัพยากรที่ผิดพลาด จนกระทบต่อเศรษฐกิจ
✅ ผลต่อแรงงานอพยพ :
ชาวอังกฤษที่ลงคะแนนให้ออกจากอียู ต้องการนำอำนาจการควบคุมผู้อพยพมาไว้ในมือ แต่หลังเบร็กซิตกลับเกิดผลที่ไม่ได้ตั้งใจ กล่าวคือ แรงงานจากชาติอียูเข้าสู่สหราชอาณาจักรน้อยลงและติดลบ เพราะระบบการเข้าเมืองตามนโยบายใหม่หลังเบร็กซิตของสหราชอาณาจักรลดโอกาสแรงงานจากอียู แต่แรงงานจากชาติ “นอกอียู” กลับพุ่งขึ้นแทน เพราะอังกฤษประสบปัญหาขาดแคลนแรงงาน ขณะที่จำนวนนักศึกษาต่างชาติก็เพิ่มขึ้น มีการขยายโครงการวีซ่าฉุกเฉินให้กับหลายประเทศ เช่น ยูเครน
✅ ผลต่อค่าเงินปอนด์ :
ตัวบ่งชี้ชัดเจนที่สุดเกี่ยวกับผลกระทบจากเบร็กซิตก็คือ “ค่าเงินปอนด์” ซึ่งอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับยูโรและดอลลาร์สหรัฐ โดยหลังจากผลโหวตออกมา และจนถึงบัดนี้ก็ยังไม่สามารถคืนค่ากลับมาเท่าช่วงก่อนจะมีการลงประชามติ โดยอ่อนค่าลงราว 10% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนเบร็กซิต ทั้งนี้นับจากเบร็กซิตค่าเงินปอนด์โดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ 1.16 ปอนด์ต่อยูโร ลดลงจากช่วง 10 ปีก่อนหน้า ซึ่งมีค่าอยู่ที่ 1.27 ปอนด์ต่อยูโร ทำให้สินค้านำเข้าจากต่างประเทศมีราคาแพงขึ้น กระทบต่อค่าครองชีพประชาชน
✅ ผลต่อตลาดหุ้น :
ผลงานของดัชนี FTSE 100 ซึ่งเป็นหุ้นข้ามชาติขนาดใหญ่ ที่แตกต่างและสวนทางกับดัชนี FTSE 250 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหุ้นของบริษัทภายในประเทศ โดยที่ FTSE 100 ทำผลงานโดดเด่นเหนือ FTSE 250 อย่างมาก ฉายให้เห็นภาพที่เงียบเหงาของตลาดทุนลอนดอน ซึ่งนักวิเคราะห์ชี้ว่า ตลาดหุ้นของสหราชอาณาจักรยังคงมี “รอยแผลเป็น” จากเบร็กซิตซึ่งเป็นอุปสรรคต่อความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและนักลงทุน ตลาดหุ้นแทบไม่เปลี่ยนแปลงเลยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา
✅ ผลทางการเมือง :
ความปั่นป่วนหลังเบร็กซิต ทำให้อังกฤษต้องเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีมาแล้ว 6 คน และกำลังจะเพิ่มเป็นคนที่ 7 เมื่อ “เคียร์ สตาร์เมอร์” นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันได้ประกาศลาออก เมื่อวันที่ 22 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยหลังจาก เดวิด คาเมรอน ลาออกเพราะผลโหวตออกมาว่าชาวอังกฤษต้องการออกจากอียู เทเรซา เมย์ นายกฯหญิง ก็มารับหน้าที่แทนพร้อมกับภาระหนักหน่วงในการทำข้อตกลงเพื่อออกจากอียู
แต่ข้อเสนอเพื่อออกจากอียูไม่เป็นที่ยอมรับของสภา เธอจึงลาออก รวมแล้วอยู่ในตำแหน่ง 3 ปี
ถัดจากนั้น “บอริส จอห์นสัน” เข้ามารับช่วงต่อ ซึ่งเขาพาอังกฤษทำข้อตกลงออกจากอียูได้สำเร็จ แต่สุดท้ายต้องลาออก เนื่องจากฝ่าฝืนมาตรการป้องกันโควิดในช่วงล็อกดาวน์ รวมเวลาอยู่ในตำแหน่ง 3 ปี 2 เดือน
ต่อมา เป็นนายกฯหญิงที่อยู่ในตำแหน่งสั้นที่สุด 49 วัน นั่นก็คือ “ลิซ ทรัสส์” ซึ่งลาออก หลังจากเกิดข้อโต้แย้งเรื่องงบประมาณของเธอที่ทำให้ตลาดพันธบัตรปั่นป่วน ทำให้ ริชี่ ซูนัค จากพรรคเดียวกันขึ้นมาดำรงตำแหน่งแทน และสุดท้าย ริชี่ ก็ต้องออกไปโดยปริยายเมื่อพ่ายแพ้การเลือกตั้งทั่วไปให้กับเคียร์ สตาร์เมอร์ จากพรรคแรงงาน รวมเวลาที่อยู่ในตำแหน่ง 1 ปี 9 เดือน ขณะที่เคียร์ สตาร์เมอร์ ที่เพิ่งประกาศลาออก อยู่ในตำแหน่งเพียง 2 ปี
ส่วนความกังวลที่ว่า เบร็กซิตจะทำให้เกิดผลกระทบในลักษณะ “โดมิโน” หลายประเทศในอียู อาจเอาอย่างตามสหราชอาณาจักรนั้น สุดท้ายแล้วความกังวล“ไม่เป็นจริง”
โดยข้อมูลจาก Bertelsmann Stiffung ซึ่งเป็นมูลนิธิอิสระของเยอรมนี ชี้ว่า ผลการสำรวจในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ชาวอังกฤษมากกว่า 50% ยืนยันอย่างสม่ำเสมอว่าจะลงมติให้อังกฤษอยู่กับอียู หากมีการทำประชามติอีกครั้ง และล่าสุดเดือนมีนาคม 2026 เสียงสนับสนุนยังคงอยู่ที่ 57%
ขณะที่พลเมืองอียู มีเพียง 18% เท่านั้นที่เชื่อว่าประเทศอื่นจะเอาอย่างสหราชอาณาจักร นอกจากนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นในอังกฤษหลังเบร็กซิต ซึ่งเสื่อมถอยอย่างมากใน 4 ด้านหลัก คือเศรษฐกิจ ทิศทางของประเทศ ความพอใจในประชาธิปไตย และมุมมองส่วนบุคคล สะท้อนว่าความหวังด้านบวกหลังเบร็กซิตพังทลายลงแล้ว
ที่มา ประชาชาติธุรกิจ
วันที่ 27 มิถุนายน 2569

