ดร.สามารถ จี้คณะกรรมการแลนด์บริดจ์ เคลียร์ปมร้อน คุ้มทุนหรือขายฝัน
KEY POINTS :
* ดร.สามารถ เรียกร้องให้คณะกรรมการแลนด์บริดจ์ ชี้แจงความคุ้มค่าของโครงการ ท่ามกลางข้อสงสัยว่าจะสามารถดึงดูดเรือสินค้าและนักลงทุนได้จริงหรือไม่
* ปัญหาสำคัญคือผลการศึกษาความเป็นไปได้จาก 2 หน่วยงานรัฐ (สนข. และ สศช.) ที่ให้ข้อมูลขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง โดยฝ่ายหนึ่งระบุว่าคุ้มค่า แต่อีกฝ่ายชี้ว่าจะขาดทุนมหาศาล
* ภารกิจหลักของคณะกรรมการคือการตรวจสอบและหาข้อสรุปจากผลการศึกษาที่แตกต่างกัน เพื่อพิสูจน์ให้สังคมและนักลงทุนทั่วโลกเชื่อมั่นในผลตอบแทนของโครงการ
* หากไม่สามารถตอบคำถามเรื่องความคุ้มค่าทางการเงินได้อย่างน่าเชื่อถือ โครงการอาจไม่ได้รับความสนใจจากเอกชน และกลายเป็นเพียง "โครงการขายฝัน" บนกระดาษ
โครงการแลนด์บริดจ์ (Landbridge) มูลค่ามหาศาลกว่าล้านล้านบาท กลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง หลังรัฐบาลแต่งตั้ง “คณะกรรมการแลนด์บริดจ์” เพื่อเร่งผลักดันการเชื่อมต่ออ่าวไทยและอันดามัน ซึ่งโจทย์ใหญ่ที่สุดคือการพิสูจน์ความคุ้มค่าทางการเงินท่ามกลางข้อสงสัยของสังคมและนักลงทุนทั่วโลก
ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า การตั้งคณะกรรมการแลนด์บริดจ์ สะท้อนว่ารัฐบาลน่าจะต้องการเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์อย่างจริงจัง มากกว่าการตั้งคณะกรรมการเพื่อประวิงเวลา หรือหาทางยุติโครงการแบบเงียบๆ แต่รัฐบาลก็รู้ดีว่า ยังมีคนจำนวนมากไม่เชื่อว่าแลนด์บริดจ์จะสามารถดึงเรือสินค้าออกจากช่องแคบมะละกาให้มาใช้บริการได้
ข้อสงสัยสำคัญคือ เส้นทางนี้ประหยัดเวลาได้จริงหรือไม่? ต้นทุนขนส่งจะถูกลงจริงไหม? จะมีเรือมาใช้บริการมากพอหรือเปล่า? และสุดท้าย นักลงทุนจะเห็นโอกาสทำกำไรหรือไม่? หากตอบคำถามเหล่านี้ไม่ได้ โครงการนี้ก็อาจจบลงเพียงภาพฝันบนกระดาษ
ปัญหาใหญ่คือผลการศึกษาสวนทางกัน :
สิ่งที่ทำให้สังคมสับสนที่สุด คือผลการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการจาก 2 หน่วยงานรัฐ กลับออกมาตรงข้ามกันอย่างชัดเจน ประกอบด้วยสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)
ผลศึกษาของ สนข.ระบุว่า เอกชนที่ลงทุนจะได้รับผลตอบแทนทางการเงิน (FIRR) 8.62% มูลค่าสุทธิในปัจจุบัน (NPV) 759,985 ล้านบาท และระยะเวลาคืนทุน (Payback Period) 24 ปี แปลเป็นภาษาง่ายๆ คือ FIRR 8.62% หมายถึง โครงการมีผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 8.62% ต่อปี ถือว่าไม่เลวสำหรับเมกะโปรเจกต์
NPV เป็นบวก 759,985 ล้านบาท หมายความว่า การนำรายได้และต้นทุนทั้งหมดในอนาคต มาคิดกลับเป็นมูลค่าเงินในปัจจุบัน แล้วพบว่าโครงการนี้จะเหลือผลตอบแทนสุทธิประมาณ 7.6 แสนล้านบาท คืนทุนใน 24 ปี หมายถึง นักลงทุนต้องรอประมาณ 24 ปี จึงจะได้เงินลงทุนกลับคืนครบ พูดง่ายๆ คือ สนข.เชื่อว่า “ลงทุนแล้วคุ้ม”
แต่ผลศึกษาของ สศช.กลับตรงกันข้าม โดยประเมินว่า FIRR เท่ากับ -4.37% และ NPV เท่ากับ -189,522 ล้านบาท ความหมายคือ FIRR ติดลบ 4.37% หมายถึง ลงทุนแล้วผลตอบแทนไม่พอชดเชยต้นทุน
NPV ติดลบกว่า 1.89 แสนล้านบาท หมายถึง เมื่อคำนวณรายได้และต้นทุนทั้งหมดตลอดอายุโครงการ แล้วคิดกลับเป็นมูลค่าเงินในปัจจุบัน โครงการนี้จะมีผลตอบแทนต่ำกว่าต้นทุนอยู่ประมาณ 1.89 แสนล้านบาท
พูดง่ายๆ คือ สศช.มองว่า โครงการนี้อาจไม่ใช่แค่ไม่คุ้มทุน แต่ยังเสี่ยงขาดทุนหนักอีกด้วย
คณะกรรมการแลนด์บริดจ์กำลังเผชิญภารกิจที่ยากที่สุด :
ภายในเวลาเพียง 90 วัน คณะกรรมการแลนด์บริดจ์คงไม่สามารถศึกษาทุกอย่างใหม่ได้ทั้งหมด สิ่งที่ทำได้ คือการนำผลศึกษาที่มีอยู่มาตรวจสอบ เปรียบเทียบ และหาข้อสรุป
แต่ปัญหาคือ… ผลศึกษาของ 2 หน่วยงาน ต่างกันคนละโลก ฝ่ายหนึ่งบอก “คุ้มทุนมหาศาล” อีกฝ่ายบอก “ขาดทุนหนัก”
ดังนั้น หากคณะกรรมการแลนด์บริดจ์จะสรุปว่า “โครงการคุ้มทุน” ก็จำเป็นต้องอธิบายให้ได้ว่า เหตุใดตัวเลขจึงต่างกันมาก สมมติฐานใดใกล้ความจริงมากกว่า ปริมาณเรือและสินค้าที่คาดการณ์ไว้สมเหตุสมผลหรือไม่ เพราะไม่ใช่แค่ประชาชนคนไทยที่กำลังจับตามอง แต่นักลงทุนทั่วโลกก็กำลังดูอยู่เช่นกัน
คำถามสุดท้ายเอกชนจะกล้าลงทุนจริงหรือ?
เป้าหมายหลักของเอกชนคือ “ทำกำไรให้ได้มากที่สุด” ต่างจากภาครัฐที่บางครั้งยอมลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน แม้ผลตอบแทนทางการเงินไม่สูง เพราะต้องคำนึงถึงประโยชน์ทางเศรษฐกิจ การจ้างงาน การกระจายความเจริญ ซึ่งเป็นผลประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนในระยะยาว
แต่เอกชนไม่ได้คิดแบบนั้น เอกชนจะลงทุนก็ต่อเมื่อมั่นใจว่า มีลูกค้าเพียงพอ มีรายได้มั่นคง ความเสี่ยงต่ำ และมีโอกาสได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า
ดังนั้น การจะดึงเอกชนให้ลงทุนโครงการระดับกว่า 1 ล้านล้านบาท จึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย หากคำถามเรื่อง “ความคุ้มทุน” ยังไม่มีคำตอบที่น่าเชื่อถือ
วันนี้ โจทย์สำคัญของคณะกรรมการแลนด์บริดจ์ อาจไม่ใช่การออกแบบท่าเรือ มอเตอร์เวย์ หรือรถไฟทางคู่ แต่คือการพิสูจน์ให้สังคมเชื่อว่า โครงการนี้จะมีเรือมาใช้จริง และสามารถสร้างรายได้คุ้มค่ากับเงินลงทุนมหาศาล
เพราะหากตอบไม่ได้ “แลนด์บริดจ์” อาจกลายเป็นเพียงเมกะโปรเจกต์ในฝัน...แค่ภาพฝันบนกระดาษ ที่ไม่มีใครกล้าลงทุนจริง
ที่มา ฐานเศรษฐกิจ
วันที่ 9 พฤษภาคม 2569

