รื้อใหญ่แผน PDP ลุยดันพลังงานสะอาด ดันโซลาร์ฟาร์ม-SMR รับดาต้าเซ็นเตอร์-อีวีบูม
KEY POINTS :
* กระทรวงพลังงาน ปรับปรุงแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ครั้งใหญ่ เพื่อรองรับความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์และยานยนต์ไฟฟ้า (EV)
* ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดให้ใกล้เคียง 70% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด โดยจะผลักดันการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์ฟาร์มที่มีศักยภาพสูง
* บรรจุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ในแผนเพิ่มขึ้นเป็น 2,400 เมกะวัตต์ เพื่อเป็นไฟฟ้าฐานที่มั่นคงและปล่อยคาร์บอนต่ำสำหรับรองรับกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์โดยเฉพาะ
ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อและทวีความรุนแรง ได้กลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ฉุดรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจโลกและไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่งผลให้การจัดทำร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2569-2593 หรือร่างแผน PDP 2026 ต้องเผชิญกับภาวะชะงักงันและล่าช้ากว่าแผนเดิม
เนื่องจากความผันผวนของปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งปรับจูนค่าพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าใหม่เพื่อให้สะท้อนความเป็นจริงมากที่สุด โดยมุ่งเน้นการรักษาสมดุลระหว่างความมั่นคงทางพลังงาน การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเพื่อบรรลุเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2593 และการรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศภายใต้บริบทของเศรษฐกิจดิจิทัลและเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว
พยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าใหม่ :
แหล่งข่าวจากคณะอนุกรรมการพยากรณ์และจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ มีนายทศพร ศิริสัมพันธ์ เป็นประธาน เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการจัดทำ แผน PDP 2026 ว่า จากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่ส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจทั่วโลก และสะท้อนมายังเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่
สำนักงานสภาพพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้รายงานและประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในช่วงปี 2569-2570 จะได้รับผลกระทบจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์อย่างหนัก จนนำไปสู่การคาดการณ์ว่าอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ GDP ในปี 2569 อาจขยายตัวได้เพียง 1.4% เท่านั้น ก่อนจะค่อยๆ ฟื้นตัวขึ้นเป็น 2.2% ในปี 2570
ส่งผลให้การจัดทำร่างแผน PDP 2026 ซึ่งเป็นแผนแม่บททิศทางพลังงานระยะยาวของประเทศต้องมีการขยับกรอบเวลาออกไป จากเดิมที่เคยคาดการณ์ว่าจะสามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จในช่วงเดือนพฤษภาคม 2569 ต้องเลื่อนไปเป็นเดือนมิถุนายน
เนื่องจากต้องจัดทำค่าพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าใหม่ ตามภาวะเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ำลง จากเดิมที่ใช้อัตราการขยายตัว GDP ตลอดทั้ง 25 ปีของแผนเฉลี่ยอยู่ที่ 2.56 % ต่อปี จะปรับลดลงมาเหลือไม่เกิน 2.5 % โดยเฉพาะในช่วง 5 ปีแรกของแผน GDP จะขยายตัวไม่เกิน 2 % ต่อปี
ตั้งเป้าแผนสู่ Net Zero :
ในการจัดทำร่างแผน PDP 2026 ฉบับใหม่นี้ คณะอนุกรรมการฯ ยังคงยึดถือหลักการสำคัญ 3 ด้านได้แก่
1)ด้านความมั่นคงทางพลังงาน เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศจะมีกระแสไฟฟ้าที่เพียงพอและมั่นคงต่อความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปในอนาคต
2)ด้านความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ที่มุ่งเน้นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจัง สอดรับกับเป้าหมายเป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด หรือ NDC 3.0) ที่ตั้งเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) เร็วขึ้น 15 ปี หรือภายในปี 2593 ที่ส่งผลให้ต้องมีการรื้อโครงสร้างการผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่ โดยเฉพาะการเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดให้เข้าใกล้ 70% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมดในช่วงปลายแผน
3)ด้านความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ เพื่อให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าไม่เป็นอุปสรรคต่อการแข่งขันของภาคธุรกิจ
การจัดทำร่างแผน PDP 2026 ได้กำหนด Scenario ในการวางแผนไว้ 2 ช่วง โดยในช่วง 5 ปีแรก (2569-2573) จะเน้นความแม่นยำในการจัดหาโรงไฟฟ้าเพื่อรองรับความต้องการที่เกิดขึ้นจริง
ส่วนในช่วงปีที่เหลือจะมีการพิจารณาฉากทัศน์อย่างน้อย 2 Scenario เพื่อให้แผนมีความยืดหยุ่นต่อความผันผวนของเทคโนโลยีและเศรษฐกิจโลก
โดยกำหนดเกณฑ์ความมั่นคงใหม่โดยใช้ดัชนีโอกาสเกิดไฟฟ้าดับ (LOLE) ในระดับที่ไม่เกิน 0.7 วันต่อปี หรือไม่เกิน 16 ชั่วโมงต่อปี ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลที่เข้มงวด และเพื่อบรรลุเป้าหมายทั้งด้านความมั่นคงและ Net Zero
Data Center- EV ดันความต้องการใช้ไฟพุ่ง :
แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า สำหรับค่าพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้า ในการจัดทำแผน PDP 2026 นอกจากใช้สมมติฐานการขยายตัวทางเศรษฐกิจมาเป็นปัจจัยแล้ว ยังรวมถึงรวมถึงจำนวนประชากรในอนาคตถูกคาดการณ์ว่าจะมีการเติบโตในอัตราติดลบที่ 0.21% ต่อปี ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อปริมาณการใช้ไฟฟ้าในภาคครัวเรือนในระยะยาว และยังนำปัจจัยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งอุณหภูมิและปริมาณนํ้าฝนมาเป็นส่วนหนึ่งของสมมติฐานเพื่อให้การพยากรณ์มีความแม่นยำสูงสุด
พร้อมทั้งได้มีการนำโครงสร้างระบบไฟฟ้าในอนาคตเข้ามาพิจารณา โดยเฉพาะการเติบโตของธุรกิจ Data Center และเศรษฐกิจดิจิทัล รวมถึงการขยายตัวอย่างรวดเร็วของยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และแนวโน้มการผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เอง (IPS) ของภาคประชาชนและอุตสาหกรรม ที่ต้องการลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน และยังรองรับนโยบายของรัฐบาลในการเปลี่ยนพลังงาน ภายใต้พ.ร.ก.เงินกู้ 2 แสนล้านบาท มาประกอบการพิจารณาอีกด้วย
ดังนั้น แม้ว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจจะขยายตัวในอัตราที่ต่ำลง แต่คาดว่าการพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าตลอดทั้งแผนจะปรับตัวลดลงไม่มากนัก เนื่องจากยังมีคามต้องการใช้ไฟฟ้าใหม่ๆ เข้ามาทดแทน โดยเฉพาะจากการขยายตัวของเทคโนโลยีดิจิทัลและยานยนต์ไฟฟ้าที่กำลังเข้ามา
จัดหาไฟรองรับไฮสปีดเทรน 4 สาย :
สำหรับการพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้า ในการจัดทำแผน PDP 2026 ที่ผ่านมา ได้นำสมมติฐานความต้องการใช้ไฟฟ้าใหม่ (New Demand) ที่นำมาพิจารณา ซึ่งเป็นโครงการลงทุนและนโยบายภาครัฐที่มีแผนการดำเนินงานชัดเจนและยังไม่ได้ถูกรวมไว้ในประมาณการ GDP ปกติ
ประกอบด้วยโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูง (HST) ทั้ง 4 สายหลัก ได้แก่ สายเหนือ สายตะวันออกเฉียงเหนือ สายตะวันออก และสายใต้ ซึ่งคาดการณ์ว่าจะมีความต้องการไฟฟ้า ปี 2593 อยู่ที่ประมาณ 3,552 ล้านหน่วย รวมถึงระบบขนส่งมวลชนทางราง (MRT) ในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และหัวเมืองหลักอย่างภูเก็ต เชียงใหม่ พิษณุโลก และนครราชสีมา ที่คาดว่าจะใช้ไฟฟ้าประมาณ 708 ล้านหน่วยในปีเดียวกัน
ขณะที่กลุ่ม Data Center ที่มีความต้องการใช้พลังงานสะอาด 100% เพื่อตอบโจทย์เป้าหมายด้านความยั่งยืนของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก มีการคาดการณ์ว่าเมื่อสิ้นสุดแผน ความต้องการไฟฟ้าจากกลุ่มนี้อาจพุ่งสูงถึง 6,200-8,600 เมกะวัตต์
จากการประเมินเบื้องต้นของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) พบว่าหากพิจารณาตามปริมาณการยื่นขอใช้ไฟฟ้าจริงต่อการไฟฟ้าทั้งสองแห่ง และในกรณีที่มีความพร้อมในการจ่ายไฟฟ้าสูง ความต้องการไฟฟ้าจาก Data Center ในปี 2593 อาจไปถึงระดับ 6,799 ถึง 8,811 เมกะวัตต์
ปัจจัยนี้ทำให้รัฐบาลต้องเร่งพิจารณาการจัดหาพลังงานไฟฟ้าสีเขียว (Green Electricity) ที่มีเสถียรภาพและราคาที่แข่งขันได้เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากบริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้
รวมถึงความต้องการไฟฟ้าจากการขยายตัวในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่มีการประมาณการความต้องการใช้ไฟฟ้าไว้สูงถึง 9,639 เมกะวัตต์ โดยมีการกำหนดสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนในพื้นที่ EEC ไว้ไม่ต่ำกว่า 26.8%
EV เปลี่ยนพีคกลางวันเป็นกลางคืน ซ
นอกจากนี้ จากการเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้าหรือ EV ซึ่ง สนพ. ได้ปรับสมมติฐานตามนโยบาย 30@30 โดยวิเคราะห์จากแนวโน้มตลาดจริงที่อาจจะมีการเลื่อนเป้าหมายการขยายตัวออกไปบ้างเล็กน้อย แต่ภาพรวมในปี 2593 คาดว่าจะมีจำนวนรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไฟฟ้า (PC) สูงถึง 13.55 ล้านคัน และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า (MC) อีก 10.8 ล้านคัน ซึ่งจะส่งผลให้ความต้องการไฟฟ้าจากกลุ่ม EV พุ่งทะยานไปอยู่ที่ 103,056 ล้านหน่วย
พฤติกรรมการชาร์จรถ EV จะเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เวลาการเกิดความต้องการไฟฟ้าสูงสุดของประเทศ หรือช่วง Peak เปลี่ยนจากช่วงกลางวันในเวลาประมาณ 14.30 น. ไปเป็นช่วงกลางคืนในช่วงเวลา 21.00 น. หรือ 22.30 น. แทน ทำให้ต้องมีการนำระบบบริหารจัดการการอัดประจุอัจฉริยะ (Smart Charge) มาใช้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการกระจุกตัวของโหลดไฟฟ้าในระบบส่ง
ผลิตไฟฟ้าใช้เองโตก้าวกระโดด :
อีกทั้ง การขยายตัวของกลุ่มผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เอง (IPS) มีแนวโน้มการเติบโตที่ก้าวกระโดดอย่างมาก ที่เน้นการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าบนหลังคา (Solar Rooftop) ร่วมกับระบบแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน ซึ่งคาดการณ์ว่าจะเติบโตสูงถึง 13,000-21,034 เมกะวัตต์ ภายในปี 2593
การเติบโตของ Prosumer นี้ไม่เพียงแต่จะช่วยลดภาระของระบบไฟฟ้าหลักลงได้อย่างมาก แต่ยังสอดคล้องกับเป้าหมายการอนุรักษ์พลังงาน (EEP) ที่ต้องการลดปริมาณการใช้ไฟฟ้าลงประมาณ 96,000 -144,000 กิกะวัตต์ชั่วโมงภายในสิ้นสุดแผน
นอกจากนี้ยังมีศักยภาพจากการผลิตไฟฟ้าจาก Solar Floating ในนิคมอุตสาหกรรมที่มีพื้นที่อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ซึ่งคาดว่าจะมีกำลังการผลิตติดตั้งได้สูงถึง 6,624 เมกะวัตต์ ช่วยเสริมการผลิตไฟฟ้าสะอาดในช่วงกลางวันได้เป็นอย่างดี
เมื่อพิจารณาจากปัจจัยทั้งหมด ค่าพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้าสุทธิของระบบ 3 การไฟฟ้า ในกรณีพื้นฐานตํ่า (BASE Low) ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ Data Center เติบโตในระดับตํ่าและมีการอนุรักษ์พลังงานในระดับที่มีการลงทุน 40 % คาดว่าความต้องการไฟฟ้าสูงสุดของประเทศจะเพิ่มขึ้นจากประมาณ 36,450 เมกะวัตต์ ในปี 2569 ไปเป็น 71,340 เมกะวัตต์ ในปี 2593 โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 2.9 % ต่อปี และมีปริมาณพลังงานไฟฟ้าที่ใช้รวม 386,081 ล้านหน่วย
ส่วนกรณีพื้นฐานสูง (BASE High) ที่ Data Center เติบโตในระดับปานกลางและมีการอนุรักษ์พลังงานตามแผนปกติ คาดว่าความต้องการไฟฟ้าสูงสุดจะเพิ่มขึ้นจากประมาณ 36,652 เมกะวัตต์ ในปี 2569 ไปเป็น77,374 เมกะวัตต์ ในปี 2593 หรือ เติบโตเฉลี่ย 3.23 % ต่อปี และมีปริมาณการใช้ไฟฟ้าอยู่ที่ 434,371 ล้านหน่วย
พพ.ดันโซลาร์ฟาร์ม 2.72 แสน MW :
แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า หลังจากเดือนพฤษภาคม 2569 จัดทำค่าพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าเสร็จแล้ว ในเดือนมิถุนายน คณะอนุกรรมการฯ จะนำค่าพยากร์มาจัดทำแผนการจัดหาไฟฟ้า เพื่อป้อนความต้องการที่จะเกิดขึ้นในแต่ละปี โดยเฉพาะการให้ความสำคัญกับการจัดหาพลังงานสะอาด ในสัดส่วนกว่า 70 % ของกำลังผลิตไฟฟ้าทั้งหมดเมื่อสิ้นสุดแผน
ทั้งนี้ จากข้อมูลของกรมพฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.) ก็ได้มีการเสนอเข้ามาบางส่วน โดยเฉพาะการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน(โซลาร์ฟาร์ม) มีศักยภาพกำลังผลิตติดตั้งใหม่ 272,087 เมกะวัตต์ พลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคาหรือโซลาร์รูฟท็อป กำลังผลิตติดตั้งใหม่ 29,936 เมกะวัตต์
พลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำ ในส่วนของพพ. กำลังผลิต 103 เมกะวัตต์ ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) กำลังผลิต 9,931 เมกะวัตต์ และของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทสไทย(กนอ.) กำลังผลิต 6,624 เมกะวัตต์ และยังรวมไปถึงการบรรจุโครงการโซลาร์ภาคประชาชน ตามนโยบายของรัฐบาลในการรับซื้อไฟฟ้าจากภาคครัวเรือน ในอัตรา 2.20 บาทต่อหน่วย ในปริมาณ 500 เมกะวัตต์ เข้าไว้ในแผนด้วย
ผุด SMR รับการใช้พลังงานสะอาด :
นอกจากนี้ เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันในการดึงดูดนักลงทุนกลุ่ม Data Center ที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสีเขียวให้ได้อย่างครอบคลุมและมีเสถียรภาพ ในเบื้องต้น คาดว่าจะมีการบรรจุโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก หรือ Small Modular Reactor (SMR) เข้ามาในแผนราว 2,400 เมกะวัตต์ จากเดิมที่เคยกำหนดไว้เพียง 600 เมกะวัตต์ เพื่อเป็นโรงไฟฟ้าฐาน (Base Load) ที่ปล่อยคาร์บอนตํ่าและมีความปลอดภัยสูง ทดแทนโรงไฟฟ้าพลังความร้อนเดิม ที่ต้องทยอยปลดระวางตามอายุการใช้งาน
การนำ SMR เข้ามาเสริมในระบบนี้ไม่เพียงแต่ช่วยรักษาความมั่นคงของกระแสไฟฟ้า แต่ยังช่วยสนับสนุนประเทศในการบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์(Net Zero) ในปี 2593 ด้วย ซึ่

