รัฐบาลงัดระเบียบสำนักนายกฯ คุม ดาต้าเซนเตอร์ จัด 3 กลุ่มวางเกณฑ์ใหม่ โซนนิ่งพื้นที่สร้าง
KEY POINTS :
* รัฐบาลเตรียมออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีเพื่อควบคุมการลงทุนดาต้าเซนเตอร์ โดยจะตั้งคณะกรรมการชุดใหม่เพื่อรวมศูนย์การอนุมัติ และกำกับดูแลไว้ที่จุดเดียว
* ระเบียบใหม่จะแบ่งผู้ประกอบการดาต้าเซนเตอร์เป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ดำเนินการแล้ว, กลุ่มที่ได้รับอนุมัติแต่ยังไม่สร้าง, และกลุ่มที่จะขออนุญาตในอนาคต โดยจะใช้เกณฑ์กำกับดูแลที่แตกต่างกัน
* มีแนวคิดจัดโซนนิ่งพื้นที่ตั้งดาต้าเซนเตอร์ เพื่อลดการกระจุกตัวในเขต EEC และส่งเสริมให้ไปลงทุนในพื้นที่อื่นที่มีความพร้อมด้านทรัพยากร เช่น บริเวณเหมืองแม่เมาะ จ.ลำปาง
จากกรณีที่รัฐบาลมีแนวทางจะเข้าไปวางนโยบายในการควบคุม และจัดระเบียบการลงทุนดาต้าเซนเตอร์ที่มีการลงทุนเพิ่มขึ้นในประเทศ และเริ่มมีข้อกังวลเรื่องการจัดสรรพื้นที่ รวมทั้งการใช้ทรัพยากรทั้งไฟฟ้า และน้ำในประเทศจำนวนมาก
ล่าสุดรัฐบาลเตรียมยกระดับการควบคุมการลงทุนอุตสาหกรรมดาต้าเซนเตอร์โดยเตรียมออก “ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี” เพื่อดึงการอนุมัติมาอยู่ที่จุดเดียว (Single Point) รวมทั้งมีแนวคิดจัดโซนนิ่งการลงทุนดาต้าเซนเตอร์ไปยังพื้นที่ ที่เหมาะสมเพื่อลดการกระจุกตัวการก่อสร้างในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ด้วย

ช่วงที่ผ่านคำขอรับส่งเสริมการลงทุนดาต้าเซนเตอร์ และ Data Hosting กับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ขยายตัวต่อเนื่อง โดยปี 2568 มีคำขอรวม 37 มูลค่าการลงทุน 736,558 ล้านบาท และในปี 2569 (ม.ค.-มี.ค.) มีคำขอ 7 โครงการ มูลค่าการลงทุน 872,494 ล้านบาท
✅ จ่อตั้งคณะกรรมการดาต้าเซนเตอร์ชุดใหม่
แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผย “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า รัฐบาลอยู่ระหว่างการร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีเพื่อกำกับดูแลกิจการดาต้าเซนเตอร์โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้สามารถควบคุม และดูผลกระทบในภาพรวมได้ โดยเฉพาะผลกระทบด้านการใช้ทรัพยากร (Resource) ของประเทศ
รวมทั้งกำกับดูแล และตรวจสอบผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการลงทุนในกิจการนี้ได้อย่างเต็มที่โดยภายหลังจากที่มีการออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีฉบับนี้แล้วจะมีการจัดตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ที่มีอำนาจตามกฎหมายขึ้นมาเพื่อควบคุมดูแลกิจการดาต้าเซนเตอร์โดยเฉพาะ
“คณะกรรมการชุดใหม่ที่จะตั้งขึ้นมาเพื่อดูแลดาต้าเซนเตอร์จะครอบคลุมตั้งแต่การอนุมัติ อนุญาต ไม่ใช่เพียงคณะอนุกรรมการที่เป็นอนุกรรมการในบอร์ดบีโอไอเหมือนที่ผ่านมา เพื่อให้มีอำนาจในการพิจารณาความเหมาะสมในการขออนุญาต และกำกับดูแล และตรวจสอบผลกระทบจากดาต้าเซนเตอร์ได้อย่างเต็มที่” แหล่งข่าวกล่าว

✅ พบปัญหาจองใช้น้ำใน EEC ซ้ำซ้อน
นอกจากนี้ หลังจากรัฐบาลตรวจสอบสถานการณ์การลงทุนดาต้าเซนเตอร์ของไทยในปัจจุบันทั้งโครงการที่ลงทุนไปแล้ว และโครงการที่อยู่ระหว่างที่จะลงทุนพบปัญหาการจัดสรร และวางแผนทรัพยากรเพื่อรองรับการลงทุนมาก
รวมทั้งปัจจุบันพบปัญหาผู้ที่จะลงทุนโครงการดาต้าเซนเตอร์ใน EEC ทำสัญญาจองน้ำซ้ำซ้อนกับหลายหน่วยงาน โดยมีทำสัญญากับบริษัท จัดการ และพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก จำกัด (มหาชน) หรือ อีสท์ วอเตอร์ ,บริษัท วงษ์สยามก่อสร้าง จำกัด และการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) พร้อมกันเพื่อประกันความเสี่ยงว่าโครงการจะมีน้ำใช้ในการระบายความร้อน

สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ตัวเลขความต้องการน้ำในระบบสูงเกินจริงจนภาครัฐไม่สามารถวางแผนจัดสรรทรัพยากรได้อย่างแม่นยำ
✅ ช่องว่างขอใบอนุญาตหลายหน่วยงาน
นอกจากนี้พบช่องว่างทางกฎหมายที่ดาต้าเซนเตอร์ไม่ใช่กิจการควบคุม และไม่มีใบอนุญาตที่ชัดเจน ทำให้มีการขออนุญาตกระจัดกระจาย อาทิ
1.การขอใบอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)
2.การขอการส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)
รวมทั้งพบปัญหาผู้ประกอบการบางแห่งทำสัญญากับการประปาเพื่อซื้อน้ำเพิ่มเติม โดยที่ผ่านมาการขออนุญาตกิจการดาต้าเซนเตอร์ไม่ได้รวมอยู่ที่จุดเดียว และไม่ใช่กิจการที่ขออนุญาตเฉพาะ
"ที่ผ่านมาก็มีการเข้าซื้อกิจการสถานบริการอาบอบนวดเก่าย่านพระราม 9 เพื่อดัดแปลงรองรับการลงทุนดาต้าเซนเตอร์เนื่องจากมีโครงสร้างพื้นฐานรองรับอยู่แล้ว” แหล่งข่าวกล่าว
✅ บังคับใช้เกณฑ์ใหม่ 3 กลุ่มดาต้าเซนเตอร์
แหล่งข่าวระบุด้วยว่าระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีที่ออกมากจะครอบคลุมกลุ่มผู้ประกอบการดาต้าเซนเตอร์ 3 กลุ่มได้แก่
1)กลุ่มที่ดำเนินการอยู่แล้ว โดยกลุ่มนี้จะต้องมีการเข้าไปตรวจสอบการดำเนินกิจการในลักษณะที่เป็น กระบวนการตรวจสอบและประเมิน (Audit) โดยเน้นในเรื่องผลกระทบเรื่องการใช้น้ำ อุณหภูมิ และเสียง
2)กลุ่มที่ได้รับอนุมัติแล้วแต่กำลังจะก่อสร้าง โดยกลุ่มนี้จะมีการเพิ่มเกณฑ์บางข้อให้ปฏิบัติตามเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบจากการก่อสร้าง และดำเนินการในอนาคต
3)กลุ่มที่จะเข้ามาขออนุญาตในอนาคต รัฐบาลจะพิจารณาบังคับใช้เกณฑ์เต็มรูปแบบ เช่น การกำหนดการใช้ และการสำรองน้ำให้สมดุล เช่น การกำหนดให้มีแหล่งน้ำสำรองเพื่อไม่ให้กระทบต่อภาคส่วนอื่นโดยเฉพาะใน EEC ซึ่งมีประเด็นที่ต้องจัดสรรน้ำระหว่างภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตรกรรม และครัวเรือน

✅ เตรียมจัดโซนนิ่งเปิดพื้นที่แม่เมาะ
นอกจากนี้รัฐบาลยังมีแนวคิดในการบริหารจัดการพื้นที่ตั้งของกิจการดาต้าเซนเตอร์โดยการจัดโซนนิ่ง โดยรัฐบาลมีแนวคิดส่งเสริมให้ดาต้าเซนเตอร์ลดการก่อสร้างใน EEC
ทั้งนี้อาจพิจารณาให้ไปตั้งยังพื้นที่ ที่เหมาะสม เช่น พื้นที่ใกล้เหมืองแม่เมาะ จ.ลำปาง เนื่องจากเป็นพื้นที่ ที่มีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานสูง เพราะมีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่สร้างขึ้นเพื่อใช้ในกิจการไฟฟ้าโดยเฉพาะ ไม่แย่งน้ำกินน้ำใช้ของประชาชน
รวมทั้งหากมีการพัฒนาให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นที่ตั้งของกิจการดาต้าเซนเตอร์รัฐบาลจะลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลสำหรับรับส่งข้อมูลอย่างรวดเร็ว เช่น ไฟเบอร์ออปติกไว้รองรับ ซึ่งจะช่วยให้การบริหารจัดการทรัพยากรของประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และลดความขัดแย้งในการใช้ทรัพยากรร่วมกับภาคครัวเรือน และอุตสาหกรรมอื่นๆ ได้ในระยะยาว
ก่อนหน้านี้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่าไทยกำลังวางยุทธศาสตร์ใหม่ส่งเสริมการลงทุนดาต้าเซนเตอร์โดยได้สั่งการให้บีโอไอทำยุทธศาสตร์ดาต้าเซนเตอร์
โดยมีคณะอนุกรรมการจัดการพลังงานเพื่อรองรับการลงทุน และกลั่นกรองโครงการดาต้าเซนเตอร์มีนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน ทำงานร่วมกับบีโอไอ สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเน้นผลประโยชน์โดยรวมต่อประเทศ
✅ “เอกนิติ” ชง ครม.ตั้งคณะทำงานศึกษา
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมการ BOI เปิดเผยว่า จะตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาการทำนโยบายเกี่ยวกับดาต้าเซนเตอร์ทั้งหมด ทั้งมิติด้านสิ่งแวดล้อมและด้านสังคม โดยจะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาในวันที่ 5 ส.ค.2569
สำหรับการพิจารณาการลงทุนดาต้าเซนเตอร์จะไม่เน้นมูลค่าหรือโครงการจำนวนมาก แต่ให้ความสำคัญคุณภาพ 4 มิติ ได้แก่
1)ด้านไฟฟ้า และการเตรียมความพร้อมด้านพลังงานที่จะเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดมากขึ้น
2)ด้านทรัพยากรน้ำ เพื่อให้บริหารจัดการได้ และไม่แย่งน้ำชุมชน และการเกษตร
3)การดูแลสิ่งแวดล้อม และป้องกันมลพิษ รวมทั้งมลพิษทางเสียง
4)เป็นโครงการที่สร้างประโยชน์แก่ประเทศ เพื่อให้การบริหารจัดการทรัพยากรของประเทศมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัล และเทคโนโลยีขั้นสูง
BOI รับโจทย์โครงการคุณภาพ
ก่อนหน้านี้นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการ BOI เปิดเผยว่า นายเอกนิติ มอบนโยบายให้เปลี่ยนจากการดึงการลงทุนเชิง “ปริมาณ” มาเป็นการเน้น “คุณภาพ” โดยคณะอนุกรรมการพิจารณาพลังงาน และกลั่นกรองโครงการ จะพิจารณาโครงการผ่าน 4 มิติ ดังกล่าว โดยจะช่วยให้ไทยก้าวเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลที่มีความพร้อม และยั่งยืนที่สุดในภูมิภาค
สำหรับการพิจารณาโครงการผ่าน 4 มิติ ดังกล่าว โดยจะช่วยให้ไทยก้าวเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลที่มีความพร้อม และยั่งยืนที่สุดในภูมิภาค
ที่มา ฐานเศรษฐกิจ
วันที่ 5 สิงหาคม 2569

