เอสเอ็มอีจี้รัฐยกเครื่องกฎหมาย ลดดุลพินิจ-ปลดล็อกธุรกิจรายย่อย
สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยหนุนรัฐรื้อกฎหมาย-ระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อธุรกิจ ชี้ต้องลดขั้นตอนจดทะเบียน ขออนุญาต ต่อใบอนุญาต และภาระค่าใช้จ่าย พร้อมใช้ AI-บล็อกเชนเชื่อมข้อมูลภาครัฐ ลดช่องทุจริตและดุลพินิจเจ้าหน้าที่ ดันบริการรัฐสู่มาตรฐาน B-Ready ของธนาคารโลก
นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การปฏิรูปกฎหมายและระเบียบภาครัฐถือเป็นวาระสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ โดยเฉพาะต่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ต้องเผชิญข้อจำกัดจากขั้นตอนราชการ กฎระเบียบที่ซ้ำซ้อน และต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่สูงขึ้น
นายแสงชัยกล่าวว่า ระเบียบโลกด้านการค้า การลงทุน เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และการพัฒนากำลังคนกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยจึงต้องทลายกำแพงที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจ และเพิ่มช่องทางให้เอสเอ็มอีเข้าถึงบริการภาครัฐได้สะดวกขึ้น
ทั้งนี้ โอกาสสำคัญของการปฏิรูปครั้งนี้คือการมีสำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง หรือ ป.ย.ป. เป็นกลไกหลักในการเร่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านกฎหมายอย่างมีส่วนร่วม รับฟังความคิดเห็นรอบด้าน และลดความซ้ำซ้อนของระบบกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง
นายแสงชัยกล่าวว่า การปรับปรุงกฎหมายควรเชื่อมโยงกับแนวทาง Business-Ready หรือ B-Ready ของธนาคารโลก ซึ่งให้ความสำคัญกับ 3 เสาหลัก ได้แก่ การกำกับดูแลกฎหมายและระเบียบให้เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ การพัฒนาบริการภาครัฐและโครงสร้างพื้นฐานรองรับ และการเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการทำงานของภาครัฐ
สิ่งสำคัญคือการปรับกติกาที่ไม่ทันต่อการแข่งขัน ลดความเหลื่อมล้ำของโอกาส และยกเครื่องกฎหมายให้เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ไม่ใช่ข้อจำกัดของภาคธุรกิจ โดยระบบบังคับใช้กฎหมายต้องไม่เปิดช่องให้เกิดวัฒนธรรมเล่นพรรคเล่นพวก หรือให้อำนาจดุลพินิจที่นำไปสู่ความไม่โปร่งใสและความเสี่ยงทุจริต
นายแสงชัยกล่าวว่า ภาครัฐควรนำเทคโนโลยีดิจิทัล บล็อกเชน และปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เข้ามาช่วยจัดระบบบริการภาครัฐ เชื่อมโยงข้อมูลกฎหมายและระเบียบระหว่างหน่วยงาน เพิ่มความสะดวก รวดเร็ว และสร้างดิจิทัลฟุตพรินต์ในการให้บริการ เพื่อลดขั้นตอนที่ซับซ้อนและลดภาระด้านกำลังคนของภาครัฐ
ขณะเดียวกันการให้บริการภาครัฐควรยึดหลักขอข้อมูลจากผู้ประกอบการเท่าที่จำเป็น ลดการเรียกเอกสารซ้ำซ้อน และออกแบบระบบให้ครอบคลุมทุกกลุ่มธุรกิจ โดยเฉพาะเอสเอ็มอีที่มีข้อจำกัดด้านต้นทุน บุคลากร และความสามารถในการเข้าถึงบริการของรัฐ
นายแสงชัยกล่าวว่า กระบวนการรับฟังความคิดเห็นต่อการปรับปรุงกฎหมายต้องไม่เป็นเพียงพิธีกรรม แต่ต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ รัดกุม และเปิดให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม ทั้งภาครัฐ กระบวนการยุติธรรม ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม รวมถึงการศึกษาเปรียบเทียบแนวทางจากต่างประเทศ เพื่อให้การปฏิรูปกฎหมายตอบโจทย์การใช้งานจริง
สำหรับกลุ่มกฎหมายและระเบียบที่เอสเอ็มอีต้องการให้เร่งทบทวน ได้แก่ ระบบจดทะเบียน ขึ้นทะเบียน ขออนุญาต จดแจ้ง และต่อใบอนุญาต รวมถึงการลดภาระค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจ
นอกจากนี้ ควรเร่งปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบ และประกาศที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมผู้ประกอบการรายย่อย ธุรกิจท่องเที่ยว ธุรกิจค้าปลีก นวัตกรรม ธุรกิจบริการ การขออนุญาตที่ล้าสมัย การส่งเสริมพลังงานภาคประชาชน การเข้าถึงแหล่งทุนด้วยเกณฑ์ที่ผ่อนปรน การจ้างงานคนต่างด้าว สวัสดิการแรงงาน และการเข้าถึงระบบรับรองมาตรฐานของเอสเอ็มอี
นายแสงชัยกล่าวว่า เอสเอ็มอีไทยคาดหวังว่าการยกเครื่องกฎหมาย ระเบียบ และประกาศทั้งระบบ จะช่วยเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้คล่องตัวขึ้น ลดต้นทุนที่ไม่จำเป็น และเพิ่มโอกาสการเติบโตของธุรกิจรายย่อยในระยะยาว
“เอสเอ็มอีอยากเห็นการแก้แบบม้วนเดียวจบ เหมือนการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ตรวจเช็กสภาพ เติมลมยาง และปรับเปลี่ยนอะไหล่ เพื่อเหยียบคันเร่งเศรษฐกิจไทยแบบมิดไมล์ไปถึงเส้นชัยพร้อมกัน” นายแสงชัยกล่าว
ที่มา ประชาชาติธุรกิจ
วันที่ 10 มิถุนายน 2569

