เซมิคอนดักเตอร์ กับความท้าทายทางภูมิรัฐศาสตร์ นัยสำคัญและยุทธศาสตร์เชิงรุกของไทยในศตวรรษที่ 21
หากศตวรรษที่ 20 คือยุคสมัยที่ "น้ำมัน" ทำหน้าที่เป็นทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ที่ขับเคลื่อนความเป็นไปของโลก ศตวรรษที่ 21 นี้ย่อมเป็นยุคของ “เซมิคอนดักเตอร์” หรือ “ชิป” แผ่นซิลิคอนขนาดจิ๋วที่เปรียบเสมือนระบบประสาทและสมองส่วนกลางของเทคโนโลยีสมัยใหม่ ชิปแฝงตัวอยู่ในแทบทุกนวัตกรรม
ตั้งแต่อุปกรณ์ในชีวิตประจำวันอย่างสมาร์ทโฟนและเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานขั้นสูง เช่น ศูนย์ข้อมูลปัญญาประดิษฐ์ (AI Data Center) ระบบยานยนต์ไฟฟ้า และเทคโนโลยีด้านความมั่นคง
ในบริบทปัจจุบัน ชิปไม่ได้ทำหน้าที่เพียงการประมวลผลข้อมูลอีกต่อไป หากแต่ได้กลายเป็นหัวใจสำคัญของการกำหนดนโยบายระหว่างประเทศ เมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุคการแข่งขันทางเทคโนโลยีที่มหาอำนาจต่างเร่งสร้างความได้เปรียบ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงและอำนาจนำในระเบียบโลกใหม่
ส่องนโยบายสหรัฐ: จากแรงจูงใจสู่การปรับสมดุลด้วยมาตรการภาษี :
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สหรัฐอเมริกาได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนในการทวงคืนสถานะผู้นำด้านการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ แม้ว่าบริษัทสัญชาติอเมริกันจะยังครองส่วนแบ่งตลาดโลกด้านการออกแบบและการขายมากกว่าร้อยละ 50
แต่จุดอ่อนสำคัญกลับอยู่ที่ “ฐานการผลิต” โดยตลอด 3 ทศวรรษที่ผ่านมา สัดส่วนการผลิตชิปภายในสหรัฐลดลงจากร้อยละ 37 เหลือไม่ถึงร้อยละ 10 ในปี 2567 ขณะที่กำลังการผลิตกว่าร้อยละ 80 ของโลกกระจุกตัวอยู่ในเอเชียตะวันออก โดยเฉพาะไต้หวันที่ครองสัดส่วนการผลิตชิปขั้นสูงถึงร้อยละ 90
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ลงนามในกฎหมาย CHIPS and Science Act ในปี 2565 โดยใช้มาตรการจูงใจผ่านเงินอุดหนุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อดึงการลงทุนกลับสู่ประเทศ อย่างไรก็ดี เมื่อเข้าสู่ปี 2568 ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สมัยที่ 2 ทิศทางนโยบายได้ปรับเปลี่ยนอย่างมี
นัยสำคัญ จากการใช้แรงจูงใจเป็นหลัก สู่การใช้มาตรการทางภาษี เพื่อสร้างแรงกดดันและปรับสมดุลห่วงโซ่อุปทาน
สหรัฐได้นำมาตรา 232 (Section 232) แห่งกฎหมาย Trade Expansion Act ปี 1962 มาใช้จัดเก็บภาษีนำเข้าชิปและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ ส่งผลให้มีการจัดเก็บภาษีในอัตราร้อยละ 25 สำหรับชิปประมวลผลขั้นสูง เช่น NVIDIA H200 และ AMD MI325X ตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2569 การดำเนินการดังกล่าวสะท้อนการใช้เครื่องมือทางการค้าเพื่อจัดระเบียบห่วงโซ่อุปทานโลกใหม่ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของสหรัฐ
ไทยในห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์โลก: บทบาทสำคัญภายใต้ความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง :
อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์เป็นหนึ่งในเสาหลักของภาคการส่งออกไทย และเป็นกลไกสำคัญที่เชื่อมโยงประเทศเข้ากับห่วงโซ่อุปทานโลกของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ในปี 2568 ไทยส่งออกชิปและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องไปยังสหรัฐ มูลค่า 3,811.82 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 57.49 เมื่อเทียบกับปี 2567 โดยสหรัฐเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 38.25 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดในสินค้ากลุ่มนี้
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนบทบาทของไทยในขั้นตอนสำคัญของห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะในขั้นตอนกลางน้ำอย่างการประกอบและการทดสอบเซมิคอนดักเตอร์ (OSAT) ซึ่งต้องอาศัยความเชี่ยวชาญและมาตรฐานการผลิตระดับสากล อย่างไรก็ตาม การพึ่งพาตลาดสหรัฐในสัดส่วนที่สูงย่อมเพิ่มความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าและมาตรการด้านความมั่นคงของประเทศคู่ค้า แม้มาตรการภายใต้มาตรา 232 ของสหรัฐในปัจจุบันจะมุ่งเป้าไปที่ชิปขั้นสูง ซึ่งไทยยังไม่ได้เป็นฐานการผลิตหลัก
แต่ประเด็นที่ต้องเฝ้าระวังคือ “ระยะที่ 2” ของมาตรการดังกล่าว ซึ่งกระทรวงพาณิชย์สหรัฐจะรายงานสถานการณ์การนำเข้าภายในวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เพื่อพิจารณาการปรับอัตราภาษี หรือขยายขอบเขตไปยังชิปประเภทอื่น รวมถึงชิปทั่วไปที่ใช้เทคโนโลยีรุ่นก่อน (Legacy Chips) หากเกิดขึ้นจริงย่อมส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขัน ความเชื่อมั่นของนักลงทุน และบทบาทของไทยในห่วงโซ่อุปทานโลกในระยะยาว
ยุทธศาสตร์เชิงรุก 5 มิติ: การปรับตัวของไทยสู่ความยั่งยืน :
ท่ามกลางความผันผวนของสงครามการค้าและเทคโนโลยี สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เห็นว่าไทยจำเป็นต้องก้าวข้ามการตั้งรับ และใช้สถานการณ์นี้เป็นโอกาสในการยกระดับโครงสร้างอุตสาหกรรมผ่านยุทธศาสตร์เชิงรุก 5 มิติ ได้แก่
1)การติดตามสถานการณ์เชิงลึก บูรณาการข้อมูลภาครัฐและเอกชน เพื่อติดตามและวิเคราะห์พัฒนาการของมาตรการทางการค้าสหรัฐอย่างใกล้ชิด
2)การยกระดับมูลค่าในห่วงโซ่อุปทาน เร่งเปลี่ยนผ่านจากการประกอบและทดสอบไปสู่การออกแบบและพัฒนาชิปเฉพาะทางในอุตสาหกรรมศักยภาพ
3)การกระจายและสร้างสมดุลตลาดส่งออก ลดการพึ่งพาตลาดหลัก ผ่านการใช้ประโยชน์จาก FTA และความร่วมมือทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค
4)การดึงดูดการลงทุนเชิงคุณภาพ บูรณาการสิทธิประโยชน์จาก BOI และ EEC เพื่อดึงดูดการลงทุนที่เน้นการถ่ายทอดเทคโนโลยีและพัฒนาทักษะแรงงาน
5)การเจรจาเชิงรุกบนพื้นฐานความเชื่อใจ เสริมบทบาทไทยในฐานะพันธมิตรที่เชื่อถือได้ (Trusted Partner) ผ่านความโปร่งใสและการปฏิบัติตามมาตรฐานสากล
ก้าวต่อไปของไทย: การเปลี่ยนความท้าทายเป็นโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ :
ความตึงเครียดในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์สะท้อนความจริงว่า “การค้า” และ “ความมั่นคง” เป็นประเด็นที่เชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิดและไม่อาจแยกออกจากกันได้อีกต่อไป สำหรับประเทศไทยสถานการณ์นี้ไม่ใช่เพียงความเสี่ยง หากแต่เป็นจุดเปลี่ยนที่เปิดโอกาสให้ประเทศเร่งยกระดับศักยภาพอุตสาหกรรมของตนเอง
หากไทยสามารถพัฒนาทักษะแรงงาน ส่งเสริมนวัตกรรม และบริหารความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างรอบคอบและสมดุล ประเทศจะสามารถยกระดับบทบาทสู่การเป็นผู้เล่นที่มีความสำคัญในห่วงโซ่อุปทานโลกในระยะยาวได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน
ที่มา มติชนออนไลน์
วันที่ 31 มกราคม 2569

