กูรู-เอกชนชี้ทางรอดวิกฤตพลังงานไทยยั่งยืน เร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด
KEY POINTS :
* ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลซึ่งมีความเสี่ยงด้านราคาและความมั่นคง โดยเร่งเปลี่ยนผ่านสู่การใช้ไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดที่ผลิตได้ในประเทศ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ ลม และชีวมวล
* เสนอให้ผลักดันพลังงานทางเลือกที่มีเสถียรภาพเพื่อเป็นไฟฟ้าฐาน (Base Load) ได้แก่ พลังงานความร้อนใต้พิภพ พลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) และพลังงานชีวมวล ควบคู่กับการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานแห่งอนาคต
* เรียกร้องให้ภาครัฐจัดทำแผนแม่บทพลังงานระยะยาวที่ชัดเจน ปรับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) เพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน และปฏิรูปกฎระเบียบเพื่อส่งเสริมการลงทุนในพลังงานสะอาด
ท่ามกลางวิกฤตพลังงานที่กดดันเศรษฐกิจไทยทุกมิติ เวทีเสวนาโต๊ะกลม THE BIG ISSUE “ENERGY CRISIS NEW SOLUTIONS : ทางออกวิกฤตพลังงานอย่างยั่งยืน” จัดโดย“ฐานเศรษฐกิจ” เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 ได้ระดมตัวแทนภาครัฐ เอกชน นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญ ร่วมถอดบทเรียน-ชี้ทางรอดประเทศ สะท้อนภาพตรงกันว่า “พลังงาน” ไม่ใช่แค่ต้นทุน แต่คือเดิมพันอนาคตเศรษฐกิจไทยในวันที่โลกเปลี่ยนเร็วเกินคาด
ปลดล็อกฟอสซิลเร่งเครื่องไฟฟ้าสะอาด
ศาสตราจารย์ ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ หนึ่งในคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) กล่าวว่า วิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น กำลังสะท้อนความเปราะบางของระบบพลังงานโลก และกลายเป็นสัญญาณเตือนสำคัญต่อประเทศไทยที่ยังพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลในสัดส่วนสูงถึง 70-80% ของการใช้พลังงานทั้งหมด ท่ามกลางความเสี่ยงด้านราคาที่ผันผวน ต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น และข้อจำกัดในการจัดหาพลังงานในช่วงวิกฤต
ทั้งนี้การพึ่งพาน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน ไม่เพียงก่อให้เกิดปัญหาก๊าซเรือนกระจกและภาวะโลกร้อน แต่ยังสร้างความเสี่ยงต่อความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในระยะยาว โดยเฉพาะเมื่อโลกเผชิญความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่กระทบต่อห่วงโซ่อุปทานพลังงานโดยตรง
ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องเร่งปรับโครงสร้างพลังงานครั้งใหญ่ เพื่อลดสัดส่วนการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลให้เหลือต่ำกว่าครึ่งหนึ่งภายใน 20 ปีข้างหน้า พร้อมเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดที่สามารถผลิตได้เองในประเทศ เพื่อสร้างเสถียรภาพด้านพลังงานและลดต้นทุนในระยะยาว
หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่าน คือ การผลักดัน Electrification หรือการเปลี่ยนรูปแบบการใช้พลังงานไปสู่ “ไฟฟ้า” ในทุกภาคส่วน ทั้งภาคขนส่ง อุตสาหกรรม ครัวเรือน และเกษตรกรรม เพื่อเปิดทางให้ใช้พลังงานสะอาดที่ผลิตได้ในประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ที่ปัจจุบันมีต้นทุนแข่งขันได้กับพลังงานฟอสซิลแล้ว และหากทำงานร่วมกับระบบแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน จะช่วยเพิ่มเสถียรภาพการจ่ายไฟได้มากขึ้น
นอกจากนี้ ไทยยังมีศักยภาพจากพลังงานลม พลังงานชีวมวลจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่นชานอ้อย แกลบ และมันสำปะหลัง รวมถึงพลังงานจากขยะ ซึ่งจะช่วยเพิ่มการพึ่งพาตนเองด้านพลังงานและลดต้นทุนค่าไฟฟ้าในระยะยาว
ขณะเดียวกัน ไทยต้องเริ่มเตรียมความพร้อมด้านเทคโนโลยีพลังงานแห่งอนาคต ทั้งไฮโดรเจนสีเขียว ที่มีศักยภาพใช้ทดแทนน้ำมันในภาคขนส่งและอุตสาหกรรม รวมถึงโรงไฟฟ้า นิวเคลียร์ขนาดเล็ก หรือ SMR ซึ่งสามารถผลิตไฟฟ้าและไอน้ำให้ภาคอุตสาหกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยจำเป็นต้องเร่งเตรียมกฎระเบียบและพัฒนาบุคลากรรองรับตั้งแต่วันนี้
ทั้งนี้ ประเทศไทยต้องเร่งดำเนินการ 3 ส่วนหลัก ได้แก่ การกำหนดแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ให้ชัดเจนและเพิ่มสัดส่วนไฟฟ้าสะอาดเกิน 50% ภายใน 20 ปี การยกระดับโครงข่ายไฟฟ้าเป็น Smart Grid เพื่อรองรับพลังงานหมุนเวียนและ Prosumer รวมถึงการปรับกติกาการลงทุนเพื่อเปิดการแข่งขันในตลาดพลังงานมากขึ้น ควบคู่กับการลงทุนวิจัยเทคโนโลยีพลังงานสมัยใหม่และพัฒนาบุคลากร เพื่อขับเคลื่อนไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรม
ชู 3 พลังงานทางเลือกปูฐานไฟฟ้าสะอาดไทย :
นายภาณุรัช ดำรงไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานและการขุดเจาะระดับโลก กล่าวว่า ท่ามกลางความผันผวนของตลาดพลังงานโลกและต้นทุนเชื้อเพลิงที่ยังอยู่ในระดับสูง ไทยจำเป็นต้องเร่งวางรากฐานระบบพลังงานใหม่ที่มั่นคงและยั่งยืน โดยลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้าและหันมาใช้ทรัพยากรพลังงานภายในประเทศมากขึ้น ทั้งเพื่อเสริมความมั่นคงทางพลังงานและลดต้นทุนเศรษฐกิจในระยะยาว
ประเทศไทยยังมีศักยภาพในการพัฒนาแหล่งพลังงานทางเลือกจากใต้ดินหลายรูปแบบ โดยเฉพาะพลังงานความร้อนใต้พิภพซึ่งมีต้นทุนอยู่ในระดับน่าสนใจและสามารถเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง แตกต่างจากโซลาร์เซลล์ที่แม้มีต้นทุนต่ำ แต่มีข้อจำกัดด้านเวลาการผลิตเพียง 4-10 ชั่วโมงต่อวัน
สำหรับทางออกระยะยาวของระบบไฟฟ้าไทย ควรให้ความสำคัญกับ 3 พลังงานหลัก ได้แก่ พลังงานความร้อนใต้พิภพ พลังงานนิวเคลียร์ทั้งในรูปแบบโรงไฟฟ้านิวเคลีย์ขนาดเล็ก หรือ SMR และพลังงานชีวมวลจากวัสดุเหลือใช้หรือขยะ เนื่องจากสามารถเป็นไฟฟ้าฐาน (Base Load) ที่มีเสถียรภาพ รองรับอุตสาหกรรมเฉพาะทางอย่าง Data Center ได้ดีกว่าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ต้องลงทุนระบบกักเก็บพลังงานเพิ่มเติมในต้นทุนสูง
ขณะเดียวกัน ไทยควรเร่งเพิ่มการผลิตก๊าซธรรมชาติจากแหล่งเดิมในอ่าวไทย เช่น เอราวัณ สตูล ปลาทอง ฟูนาน จักรวาล และโกมิน รวมถึงศึกษาศักยภาพการขุดเจาะหินดินดานในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อลดการนำเข้า LNG และช่วยลดต้นทุนไฟฟ้าในอนาคต
นายภาณุรัช ระบุว่า การจัดทำแผน PDP ทั้งระยะสั้น กลาง และยาว ต้องให้ความสำคัญกับทรัพยากรในประเทศเป็นอันดับแรก พร้อมเร่งพัฒนาองค์ความรู้และบุคลากรด้านพลังงาน เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านจากการใช้น้ำมันไปสู่การใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นในอนาคต
ส่วนการใช้เงินกู้ 2 แสนล้านบาทเพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงาน ควรนำไปสนับสนุนการลงทุนพลังงานสะอาดในรูปแบบเงินกู้หรือเงินอุดหนุน โดยเฉพาะเทคโนโลยีต้นทุนสูงอย่างนิวเคลียร์และความร้อนใต้พิภพ รวมถึงโครงการลดคาร์บอนและพลังงานสะอาดรูปแบบใหม่ เพื่อจูงใจภาคเอกชนเข้ามาลงทุน ขณะเดียวกันต้องกำกับการใช้เงินอย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันการนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ในอนาคต
รถบรรทุกรับโจทย์เปลี่ยนผ่านสู่ EV :
ดร.ทองอยู่ คงขันธ์ ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย กล่าวว่า วิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาได้สะท้อนจุดเปราะบางสำคัญของภาคขนส่งไทย ซึ่งยังต้องพึ่งพาน้ำมันดีเซลในปริมาณสูงถึง 40-50 ล้านลิตรต่อวัน โดยเฉพาะธุรกิจรถบรรทุก ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากต้นทุนพลังงานที่ผันผวน ขณะที่การเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดยังเผชิญข้อจำกัดทั้งด้านต้นทุน เทคโนโลยี และโครงสร้างสนับสนุนจากภาครัฐ
บทเรียนจากวิกฤตครั้งนี้เป็นบททดสอบสำคัญของรัฐบาลในการบริหารจัดการพลังงานและเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยสิ่งที่ประชาชนและภาคธุรกิจต้องการเห็นมากที่สุด คือ “แผนแม่บท” หรือ Master Plan ด้านพลังงานที่มีความชัดเจน ต่อเนื่อง และมองระยะยาว เพื่อให้ประเทศไทยสามารถเปลี่ยนผ่านพลังงานได้อย่างเป็นระบบ ไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของกลุ่มผลประโยชน์ด้านพลังงาน
ดร.ทองอยู่ ระบุว่า ภาครัฐจำเป็นต้องกล้าปรับโครงสร้างราคาพลังงานทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็นน้ำมัน ไฟฟ้า และก๊าซหุงต้ม (LPG) เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและลดภาระประชาชน โดยตั้งข้อสังเกตถึงความเหลื่อมล้ำของราคาน้ำมันในต่างจังหวัดที่มีราคาสูงกว่ากรุงเทพฯ ทั้งที่ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลมีรายได้ต่อหัวต่ำกว่า
สำหรับทางออกระยะสั้น รัฐบาลควรบริหารจัดการพลังงานทางเลือกที่มีอยู่เดิมให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้ง LNG และ NGV แทนการเร่งเปลี่ยนผ่านจากพลังงานฟอสซิลไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV แบบก้าวกระโดด เพราะการเปลี่ยนผ่านต้องดำเนินไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป และคำนึงถึงผลกระทบต่ออุตสาหกรรมยานยนต์และห่วงโซ่อุปทานเดิมที่อยู่กับประเทศมากว่า 68 ปี
ขณะที่ระยะยาว ไทยจำเป็นต้องกำหนดแผนเปลี่ยนผ่านพลังงานที่ชัดเจนทั้งระยะต้น กลาง และปลาย พร้อมปฏิรูปกฎระเบียบและกลไกภาครัฐให้เชื่อมโยงกัน ไม่ใช่ดำเนินการแบบภาวะฉุกเฉินหรือทำโครงการครึ่งๆ กลางๆ จนไม่สามารถขับเคลื่อนได้จริง
ทั้งนี้ อุปสรรคสำคัญของรถบรรทุก EV ยังอยู่ที่ต้นทุนการใช้งานที่สูงกว่ารถเครื่องยนต์สันดาปประมาณ 20% รวมถึงน้ำหนักแบตเตอรี่ที่มากกว่ารถปกติราว 2 ตัน ส่งผลให้บรรทุกสินค้าได้น้อยลง กระทบรายได้ต่อเที่ยวของผู้ประกอบการ นอกจากนี้ การลงทุนสถานีชาร์จสำหรับรถขนาดใหญ่ยังมีต้นทุนสูง โดยเฉพาะค่ามัดจำหม้อแปลงไฟฟ้าแรงสูง รวมถึงปัญหาการจัดการขยะแบตเตอรี่ในอนาคต
ดร.ทองอยู่ กล่าวว่า ผู้ประกอบการไม่ได้ปฏิเสธ EV เพราะต้องการลดปัญหา PM 2.5 เช่นกัน แต่การเปลี่ยนผ่านต้องมีมาตรการรองรับที่เหมาะสม ทั้งการสนับสนุนให้ต้นทุนแบตเตอรี่ลดลง การทำให้ราคารถ EV ใกล้เคียงรถเครื่องยนต์สันดาป และการส่งเสริมพลังงานทางเลือกอื่นควบคู่กันไป เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นได้จริงอย่างยั่งยืน และไม่สร้างผลกระทบ เป็นโดมิโนต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
หอการค้าฯจี้เร่งทำแผนฉุกเฉินด้านพลังงาน :
นายสุรงค์ บูลกุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทย จากบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออก กลางที่ยังยืดเยื้อ “น้ำมันแพง น้ำมันพอ และน้ำมันเถื่อน” เป็นโจทย์ใหญ่ที่ประเทศไทยต้องเตรียมรับมืออย่างจริงจัง ทั้งในมิติความมั่นคงด้านพลังงาน ต้นทุนเศรษฐกิจ และเสถียรภาพค่าครองชีพ ท่ามกลางความเสี่ยงที่อาจเกิดการหยุดชะงักของระบบขนส่งน้ำมันโลกได้ทุกเมื่อ
สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงราคาน้ำมันจะขึ้นหรือลง แต่คือประเทศไทยจะบริหารจัดการความมั่นคงทางพลังงานอย่างไรหากเกิดเหตุการณ์รุนแรงในตะวันออกกลางหรือเส้นทางขนส่งน้ำมันได้รับผลกระทบ แม้บางพื้นที่เริ่มกลับมาเปิดเส้นทางเดินเรือแล้ว แต่ยังมีความเสี่ยงจากทุ่นระเบิดและปัญหาด้านความปลอดภัย ซึ่งจะผลักดันต้นทุนค่าประกันเรือ ค่าขนส่ง และราคาพลังงานให้สูงขึ้นต่อเนื่อง
ปัจจุบันโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในตะวันออกกลางได้รับความเสียหายจำนวนมาก โดยเฉพาะโรงกลั่นน้ำมันอย่างน้อย 12 แห่งที่ได้รับผลกระทบจากการโจมตีด้วยขีปนาวุธ ขณะที่โครงสร้างพื้นฐานด้าน LNG เสียหายราว 20% และอาจต้องใช้เวลาฟื้นฟูนาน 4-5 ปี ส่งผลให้ตลาดพลังงานโลกยังมีความเปราะบางสูง
นายสุรงค์ ระบุว่า น้ำมันกว่า 80% ที่ส่งออกจากตะวันออกกลางผ่านช่องแคบฮอร์มุซถูกส่งมายังเอเชียดังนั้นหากเกิดปัญหาที่เส้นทางดังกล่าว ไทยจะได้รับผลกระทบโดยตรง เพราะระบบพลังงานของประเทศยังพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางเป็นหลัก จึงจำเป็นต้องเร่งจัดทำ “แผนฉุกเฉินด้านพลังงาน” เพื่อรองรับสถานการณ์วิกฤตในอนาคต รวมถึงเพิ่มศักยภาพคลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ หลังหลายประเทศทั่วโลกเริ่มดึงน้ำมันสำรองออกมาใช้จนปริมาณลดลง
ขณะเดียวกัน ภาครัฐควรบริหารพลังงานโดยคำนึงถึงทั้งความเพียงพอ และความสามารถในการเข้าถึงผ่านกลไก Targeted Subsidy หรือการอุดหนุนเฉพาะกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ภาคโลจิสติกส์ และธุรกิจใน Supply Chain สำคัญ เพื่อประคองต้นทุนสินค้าและค่าครองชีพในช่วงวิกฤต
นอกจากนี้ ไทยจำเป็นต้องสร้างความชัดเจนด้านนโยบายพลังงาน เปิดเสรีการค้าน้ำมันให้สอดคล้องกับกลไกตลาดโลก และเกิดความเป็นธรรมมากขึ้น รวมถึงการแก้ปัญหาน้ำมันเถื่อนทั้งการหลีกเลี่ยงภาษีและการไหลเข้า-ออกตามส่วนต่างราคา เพื่อสร้างเสถียรภาพพลังงานอย่างยั่งยืนในระยะยาว
จี้รีเซ็ตนโยบายปาล์มพยุงฐานไบโอดีเซล :
นายศาณินทร์ ตริยานนท์ นายกสมาคมผู้ผลิตไบโอดีเซลไทย กล่าวว่าประเทศไทยกำลังเผชิญโจทย์สำคัญในการบริหารนโยบายปาล์มน้ำมันและพลังงานทดแทน หลังปัญหาการบริหาร สต็อกน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ที่ขาดประสิทธิภาพในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ราคาภายในประเทศผันผวนรุนแรง จนสร้างภาระต่อต้นทุนพลังงานและกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท
ทั้งนี้ไทยมีศักยภาพผลิตปาล์มน้ำมันเป็นอันดับ 3 ของโลก โดยปีที่ผ่านมา มีผลผลิตเกือบ 4 ล้านตัน ใช้เพื่อบริโภคประมาณ 1 ล้านกว่าตัน และใช้ผลิตไบโอดีเซลประมาณ 900,000 ตัน ส่วนที่เหลือส่งออก อย่างไรก็ตาม ปัญหาสำคัญอยู่ที่ลักษณะผลผลิตตามฤดูกาล ทำให้เกิดทั้งช่วงล้นตลาดและขาดแคลน หากบริหารสต็อกไม่เหมาะสม ราคาปาล์มในประเทศจะพุ่งสูงกว่าตลาดโลกอย่างมาก
ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลใช้นโยบายกำแพงภาษีนำเข้า CPO สูงถึง 143% เพื่อดูแลเกษตรกร แต่เปิดให้ส่งออกเสรี ส่งผลให้บางช่วงราคาCPO ในไทยพุ่งสูงกว่า 70 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ตลาดโลกอยู่เพียง 30 กว่าบาทต่อกิโลกรัม ซึ่งสะท้อนปัญหาการบริหารสต็อกที่ไม่มีประสิทธิภาพ
นายศาณินทร์ เสนอให้ภาครัฐเร่งปฏิรูปผ่าน 3 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ การบริหารสต็อกเชิงรุก ควบคุมปริมาณ CPO ให้เหมาะสมตลอดปี เพื่อให้ราคาในประเทศสอดคล้องตลาดโลก การสร้างโครงสร้างราคาที่เป็นธรรมให้เกษตรกรและทุกภาคส่วนในห่วงโซ่อยู่ได้ และการรักษาฐานการใช้ไบโอดีเซลให้มีเสถียรภาพ ไม่เปลี่ยนแปลงตามนโยบายรายวัน เพื่อคงความพร้อมของภาคการผลิต
ปัจจุบันไทยใช้กำลังการผลิตไบโอดีเซลเพียง 20% หรือราว 3 ล้านลิตรต่อวัน จากกำลังการผลิตรวม 11.2 ล้านลิตรต่อวัน เนื่องจากหลายโรงงานชะลอการดำเนินงานจนขาดความพร้อมด้านบุคลากร ขณะเดียวกันยังเผชิญปัญหาการนำเข้า “เมทานอล” ซึ่งเป็นสารตั้งต้นสำคัญในการผลิตไบโอดีเซลราว 10% ในกระบวนการผลิต
นอกจากนี้ ไทยยังต้องเผชิญการแข่งขันจากมาเลเซียและอินโดนีเซียที่เร่งขยายการใช้ไบโอดีเซลเป็น B15, B40 และ B50 ซึ่งอาจกระทบอำนาจต่อรองเมทานอลของไทยในอนาคต หากนโยบายการใช้ไบโอดีเซลในประเทศยังขาดความชัดเจนและต่อเนื่อง
TDRI ชี้ซากแบตเตอรี่โจทย์ใหม่ต้องจัดการ :
ดร.ณัฐภรณ์ บัวแย้ม นักวิชาการด้านนโยบายเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดของไทยกำลังก้าวเข้าสู่โจทย์ท้าทายใหม่ เมื่อเทคโนโลยีที่ถูกมองว่าเป็นทางออกของโลกคาร์บอนต่ำ ทั้งรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และพลังงานแสงอาทิตย์ เริ่มสร้างคำถามสำคัญถึง “ปลายทาง” ของซากแบตเตอรี่และแผงโซลาร์เซลล์ที่หมดอายุ ซึ่งถูกจัดเป็นวัตถุอันตรายและอาจกลายเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมระลอกใหม่ หากขาดระบบบริหารจัดการที่ชัดเจน
การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานยังต้องมองลึกกว่าการเปลี่ยนเทคโนโลยี เพราะไม่ใช่เพียง Green Transition แต่ต้องเป็น Just Transition และ Sustainable Transition ที่ทำให้ทุกภาคส่วนต้องเดินไปพร้อมกันและสามารถปรับตัวได้โดยไม่สร้างภาระใหม่ในอนาคต
แม้ EV จะเป็นหัวใจของเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ แต่แบตเตอรี่ซึ่งคิดเป็นต้นทุนราว 50% ของราคารถ และมีอายุใช้งานเฉลี่ย 8-10 ปี กำลังกลายเป็นความท้าทายสำคัญ เนื่องจากแบตเตอรี่ EV ถูกจัดโดยสหประชาชาติเป็นวัตถุอันตรายระดับ 9 ที่มีความเสี่ยงต่อการประทุระหว่างขนส่งและจัดเก็บ สะท้อนว่า การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดไม่ได้จบเพียงช่วงใช้งาน แต่ต้องครอบคลุมถึงการจัดการซากหลังหมดอายุด้วย
ดร.ณัฐภรณ์ เสนอว่า ทางออกสำคัญคือแนวคิด Circular Economy หรือเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยต้องเปลี่ยนมุมมองจากการมองแบตเตอรี่และซากโซลาร์เซลล์เป็น “ขยะ” ไปสู่การเป็น “ทรัพยากร” ตามแนวคิด Urban Mining ที่สามารถนำกลับมารีไซเคิลเพื่อสกัดแร่ธาตุสำคัญกลับมาใช้ใหม่ ลดการพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าจากต่างประเทศ
พร้อมกันนี้ ไทยจำเป็นต้องเร่งจัดทำมาตรฐานสำหรับแบตเตอรี่และโซลาร์เซลล์ให้ครอบคลุมทั้งมาตรฐานผลิตภัณฑ์ กระบวนการผลิต การขนส่ง และการกักเก็บ เนื่องจากปัจจุบันการขนส่งแบตเตอรี่ทั้งใหม่และมือสองถูกจัดเป็นการขนส่งวัตถุอันตรายผู้ขับรถจำเป็นต้องมีใบอนุญาตเฉพาะ รวมถึงต้องมีระบบกำกับดูแลและการบังคับใช้กฎหมายที่ชัดเจน
อีกโจทย์สำคัญ คือ การเปลี่ยนผ่านในภาคขนส่งขนาดใหญ่ที่ยังเผชิญข้อจำกัดจากน้ำหนักแบตเตอรี่ราว 2 ตัน ซึ่งกระทบต่อ payload และรายได้ของผู้ประกอบการ ขณะที่ยุโรปเริ่มปรับกฎหมายให้น้ำหนักบรรทุกของรถ EV เพิ่มขึ้นเพื่อรองรับบริบทใหม่ สะท้อนว่า การเปลี่ยนผ่านพลังงานไม่ใช่เพียงเรื่องเทคโนโลยี แต่ต้องปรับทั้งกฎหมาย โครงสร้างพื้นฐาน และระบบกำกับดูแลควบคู่กันไป เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืนจริงในระยะยาว
ที่มา ฐานเศรษฐกิจ
วันที่ 20 พฤษภาคม 2569

