พลังงานจ่อปลดล็อกส่งออกน้ำมัน เล็งศึกษาสำรองเชิงยุทธศาสต์รับวิกฤต
KEY POINTS :
* กระทรวงพลังงานเตรียมพิจารณาปลดล็อกการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป หลังโรงกลั่นผลิตเกินความต้องการใช้ในประเทศจนคลังเก็บใกล้เต็ม
* การอนุญาตส่งออกจะช่วยระบายน้ำมันส่วนเกิน โดยเฉพาะน้ำมันเครื่องบิน (Jet A1) ออกจากระบบ และรักษาสมดุลการสำรองน้ำมัน
* ภาครัฐมีแนวคิดศึกษาการสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Petroleum Reserve) เพื่อสร้างความมั่นคงและรับมือวิกฤตพลังงานในอนาคต
"ฐานเศรษฐกิจ" ได้จัดงานเสวนา เสวนา "The Big issue new solutions : ทางออกวิกฤตพลังงานอย่างยั่งยืน" โดยได้รับเกียรติจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน มาร่วมแสดงความคิดเห็นและแลกเปลี่ยนประสบการณ์เพื่อหาทางออกวิกฤตพลังงานนร่วมกัน
น้ำมันเต็มคลัง จ่อปลดล็อกส่งออก :
ดร.ประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังมีความยืดเยื้อต่อเนื่อง จะยังส่งผลให้สถานการณ์ราคาพลังงานมีความผันผวนสูง ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นอีก ซึ่งในส่วนนี้ทางกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะเข้าไปดูแล ไม่ให้ประชาชนได้รับผลกระทบมากนัก ปัจจุบันกองทุนน้ำมันฯ ต้องแบกรับภาระสะสมติดลบอยู่กว่า 63,746 ล้านบาท โดยมีเงินไหลออกเฉลี่ยวันละกว่า 100 ล้านบาท
ขณะที่ข้อกังวลถึงการขาดแคลนน้ำมันนั้น ยืนยันว่าประเทศไทยมีความพร้อมด้านปริมาณสำรองที่แข็งแกร่ง โดยหากนับรวมทุกส่วนแล้วไทยมีน้ำมันใช้ได้ มากกว่า 100 วัน แบ่งเป็น การสำรองตามกฎหมายและการค้าภายในประเทศ 55 วัน น้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่งทางเรือ 30 วัน น้ำมันที่ทำสัญญาซื้อขายแล้วแต่อยู่ระหว่างรอการขนส่ง 25-30 วัน รวมๆ กว่า 100 วัน ถือว่าไม่น่าจะมีปัญหา เพราะมีการสั่งซื้อน้ำมันมาเติมในประเทศอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ จากมาตรการป้องการขาดแคลน ทำให้โรงกลั่นน้ำมันมีการเดินเครื่องเกินกว่ากำลังการผลิต จนส่งผลให้การกลั่นน้ำมันสำเร็จรูปเวลานี้เกินกว่าความต้องการใช้ในประเทศ (Over Supply) จนคลังน้ำมันใกล้เต็มขีดจำกัดความปลอดภัย (Tank Top) ในการจัดเก็บที่ระดับ 70% ทำให้โรงกลั่นอย่าง PTTGC ต้องปรับลดกำลังการผลิตลง 15% เพื่อป้องกันน้ำมันล้นถัง รวมถึงโรงกลั่นอื่นๆ อาจจะต้องปรับลดกำลังผลิตลงมาอีกด้วย ซึ่งที่ผ่านมากลุ่มโรงกลั่นได้ทำหนังสือถึงกระทรวงพลังงาน เพื่อขอปลดล็อกการส่งออกน้ำมัน โดยเฉพาะน้ำมันเครื่องบิน (Jet A1) เพื่อช่วยผ่องถ่ายน้ำมันออกจากระบบและรักษาสมดุลในการเก็บสำรอง ซึ่งรัฐบาลอยู่ระหว่างกำลังพิจารณาอนุญาตให้ส่งออกน้ำมัน คาดว่าจะได้ข้อสรุปในเร็วๆ นี้
อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานในช่วงนี้ ภาครัฐพยายามผลักดันให้ประชาชนเห็นมาใช้กลุ่มน้ำมันชีวภาพมากขึ้น ทั้งแก๊สโซฮอล์และไบโอดีเซล ซึ่งจะช่วยลดการนำเข้าน้ำมันดิบได้ส่วนหนึ่ง โดยการเพิ่มส่วนต่างของราคาน้ำมันในแต่ละประเภทให้มีความแตกต่างกันมากขึ้น ปัจจุบันราคาน้ำมันดีเซล B7 อยู่ที่ประมาณ 42.20 บาทตค่อลิตร แต่รัฐบาลได้ใช้นโยบายอุดหนุนจนทำให้ B20 มีราคาลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 35.20 บาทต่อลิตร ซึ่งมีส่วนต่างจากน้ำมันปกติถึง 7 บาท
เช่นเดียวกับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 ที่มีราคาอยู่ในระดับ 37.90 บาทต่อลิตรต่างจากแก๊สโซฮอล์ 95 ถึง 7 บาทต่อลิตร ถือเป็นทางเลือกหนึ่งของผู้ใช้น้ำมัน อีกทั้งยังส่งผลดีโดยตรงต่อเกษตรกรไทยและช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาวได้ด้วย
กองทุนน้ำมันฯพร้อมอุ้มราคา-ช่วยเหลือภารกิจอื่น :
นายพรชัย จิรกุลไพศาล ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) กล่าวว่า กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงยังคงมีบทบาทในการดูแลเสถียรภาพราคาพลังงาน โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาน้ำมันโลกยังมีความผันผวนสูง ปัจจุบันกองทุนน้ำมันฯ ยังมีศักยภาพเพียงพอในการเข้าไปช่วยเหลือ หากสถานการณ์ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอีกในอนาคต
“กองทุนน้ำมันฯเป็นเพียงหนึ่งในเครื่องมือที่ภาครัฐใช้รักษาเสถียรภาพด้านพลังงาน โดยยังมีเครื่องมืออื่น ๆ อีกหลายด้าน ทั้งมาตรการภาษีหรือการใช้งบประมาณ แต่กองทุนน้ำมันฯถือเป็นเครื่องมือที่มีความยืดหยุ่นมากกว่า และสามารถดำเนินการได้รวดเร็ว จึงถูกนำมาใช้ในการบริหารสถานการณ์ราคาพลังงานอยู่เสมอ”
อย่างไรก็ตาม การใช้กลไกของกองทุนน้ำมันฯ อยากจะให้มองตามบริบทของแต่ละช่วงเวลา เพราะกองทุนน้ำมันฯ มีหน้าที่เข้าไปช่วยเหลือเชื้อเพลิงทุกประเภทที่อยู่ภายใต้กฎหมาย ไม่ใช่เลือกช่วยเฉพาะน้ำมันชนิดใดชนิดหนึ่ง ที่หลายฝ่ายอาจมองว่าไปอุ้มดีเซล อุ้มเบนซิน หรืออุ้มก๊าซ แต่จริง ๆ แล้วต้องดูว่าวิกฤตที่เกิดขึ้นในขณะนั้นกระทบอะไร และจำเป็นต้องเข้าไปช่วยตรงไหน
นายพรชัย กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ กองทุนน้ำมันฯ ยังมีบทบาทอื่นเพิ่มเติม เช่น การสนับสนุนเชื้อเพลิงชีวภาพ การส่งเสริมโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน หรือการดำเนินมาตรการการสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ (SPR) ในส่วนนี้ หากฐานะกองทุนกลับมาแข็งแรง ก็พร้อมที่จะกลับมาผลักดันภารกิจเหล่านี้อีกครั้งตามนโยบายของคณะรัฐมนตรี
อย่างไรก็ตาม ในระยะยาวประเทศจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการใช้พลังงานอย่างประหยัด รวมถึงการสร้างความยั่งยืนด้านพลังงาน ไม่ใช่พึ่งพาการอุดหนุนเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะการผลักดันพลังงานทางเลือกและพลังงานสะอาด ซึ่งเป็นประเด็นที่ไม่ได้ถูกระบุไว้ในกฎหมายกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเมื่อปี 2562 เนื่องจากขณะนั้นโลกยังไม่ได้เปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอย่างชัดเจน ซึ่งปัจจุบันสำนักงานฯ ได้รวบรวมข้อเสนอและประเด็นต่างๆ เพื่อเตรียมนำเข้าสู่
กระบวนการทบทวนและปรับปรุงกฎหมายกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อให้สอดรับกับบริบทพลังงานในอนาคต
เร่งแผน PDP ปรับตัวเลขพยากรณ์ใช้ไฟฟ้าสอดคล้องเติบโตเศรษฐกิจ :
นายวัชรินทร์ บุญฤทธิ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กล่าวว่า ในการกำหนดทิศทางพลังงานของประเทศ ปัจจุบัน สนพ.อยู่ระหว่างการจัดทำร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2569-2593 หรือร่างแผน PDP 2026 เพื่อจัดหาไฟฟ้าให้เพียงพอต่อความต้องการของประเทศ ซึ่งขณะนี้อยู่ในช่วงของการพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าในอนาคตที่จะเกิดขึ้น ก่อนที่จะไปกำหนดประเภทของเชื้อเพลิงหรือมีโรงไฟฟ้าประเภทใดบ้าง
“ขณะนี้ทางหน่วยงานกำลังอยู่ระหว่างการปรับตัวเลขพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าให้สอดคล้องกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งกระบวนการดังกล่าวถือเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องอาศัยการวิเคราะห์โมเดลที่แม่นยำเพื่อให้ได้ตัวเลขสุดท้ายที่ชัดเจนก่อนเสนอคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.)ต่อไป”
นายวัชรินทร์ กล่าวอีกว่า ทิศทางพลังงานของประเทศยังไม่สามารถเลิกใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลได้ในอีก 10-20 ปีข้างหน้า และการเปลี่ยนไปใช้พลังงานหมุนเวียน 100% เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ในระยะเวลาอันใกล้ แต่จะมีการปรับเปลี่ยนแบบค่อยเป็นค่อยไป ขณะเดียวกันก็ต้องมีการจัดการด้านปลายทางควบคู่กันไปด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่ประเทศไทยยังขาดการบริหารจัดการที่ดี ยกตัวอย่างเช่น การทำโรงไฟฟ้าขยะที่ยังไม่มีระบบการคัดแยกขยะที่มีประสิทธิภาพ การจัดการแบตเตอรี่หมดอายุ และขยะอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น
สำหรับแนวทางพลังงานในอนาคตนั้นมองว่า จะมีการปรับโครงสร้างราคาพลังงาน การพัฒนา Smart Grid การส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนหลากหลายรูปแบบ ทั้งเทคโนโลยี Geothermal ที่อาจต้องมีกลไกอุดหนุนในช่วงแรก เชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel) ที่ประเทศไทยมีศักยภาพจากแหล่งพลังงานในประเทศและเศษเหลือใช้ทางการเกษตร รวมถึงพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานไฮโดรเจน และพลังงานนิวเคลียร์ โดยทุกอย่างจะมาผสมผสานกันเป็นชุดในช่วง 5-10 ปีข้างหน้า เพื่อรองรับการแข่งขันและเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนต่ำ
ที่มา ฐานเศรษฐกิจ
วันที่ 20 พฤษภาคม 2569

